ย้อนสัมภาษณ์เปิดทุกมุมชีวิต "เร แม๊คโดแนลด์" จากเด็กเกเรสู่นักเดินทาง

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ทีมข่าว PPTV ได้รวบรวมบันทึกเรื่องราวชีวิตของ เร เพื่อรำลึกถึงผลงานและเส้นทางชีวิตที่ไม่เคยเหมือนใคร จาก รายการ พูดไปเรื่อย ช่องยูทูบ BORIBOON FAMILY

วัยเด็กและการก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง

ตั้งแต่อายุ 5 ขวบเร แม๊คโดแนลด์ เติบโตขึ้นในกรุงเทพมหานคร โดยเขาเข้าเรียนในระดับชั้นอนุบาลที่โรงเรียน Ekkamai Kindergarten จากนั้นจึงย้ายมาเรียนต่อที่โรงเรียนเทรล ซึ่งที่นี่ทำให้เขาได้พบและรู้จักกับ ชาคริต แย้มนาม เพื่อนคนแรกในวัย 7 ขวบ และคบหากันมายาวนานกว่า 40 ปี รวมถึงยังเป็นเพื่อนร่วมโรงเรียนกับ แคทรียา อิงลิช (Cat English) ด้วยในยุคนั้น วงการบันเทิงนิยมดาราลูกครึ่งเป็นอย่างมาก ทำให้มีโมเดลลิ่งคอยไปยืนดักรอหน้าประตูโรงเรียนเพื่อดึงตัวเด็กเข้าสังกัด

เร แม๊คโดแนลด์ YouTube/BORIBOON FAMILY
ย้อนคลิปบทสัมภาษณ์เปิดทุกมุมชีวิต "เร แม๊คโดแนลด์"

สำหรับเร เขาได้เริ่มงานแรกในชีวิตจากการเล่นมิวสิกวิดีโอตั้งแต่อายุเพียง 5 ขวบ เนื่องจากมีผู้ทำงานสายโปรดักชันอาศัยอยู่ในละแวกที่พัก และกำลังมองหาเด็กไปร่วมแสดงในบทบาทมอบดอกกุหลาบให้กัน การถ่ายทำเกิดขึ้นที่สตูดิโอใหญ่ย่านทองหล่อ โดยคุณแม่ของเรย์ได้เดินทางไปด้วยและรู้สึกตื่นเต้นมากเมื่อได้พบกับคุณแม่ของ โมเม (สุดา ชื่นบาน) ซึ่งเป็นนางเอกร่วมเฟรมในวัย 5 ขวบเท่ากัน ในตอนนั้นเรย์ยังเด็กเกินกว่าจะรู้ว่าเพื่อนนักแสดงคนนี้คือใคร จนกระทั่งโมเมได้เติบโตขึ้นและมีผลงานเพลงของตัวเองในภายหลัง งานในครั้งนั้นเรย์ได้รับค่าตัว 500 บาท ซึ่งคุณแม่เป็นผู้เก็บเงินจำนวนนั้นไว้ให้

ความฝันในการเป็นนักฟุตบอลและประสบการณ์ต่างแดน

นอกจากงานบันเทิงแล้ว เรมีความใฝ่ฝันอยากเป็นนักฟุตบอลมาตั้งแต่เด็ก เขาฝึกซ้อมด้วยตัวเองอย่างหนักตั้งแต่อายุ 4-5 ขวบ โดยเตะฟุตบอลอัดกำแพงตามหนังสือคู่มือฝึกซ้อมที่คุณย่าส่งมาให้ จนกระทั่งมีอาจารย์ท่านหนึ่งเห็นแวว จึงชักชวนให้เขาเข้าร่วมทีม ธำรงไทยสโมสร ภายใต้การดูแลของอาจารย์สุเมธ เรย์ได้เล่นฟุตบอลที่นี่จนถึงช่วงอายุ 12-13 ปี และเคยมีโอกาสเดินทางไปตระเวนแข่งขัน (Touring) ที่ประเทศสวีเดนและดัลลัสด้วย

เมื่ออายุประมาณ 12-13 ปี เรย์เริ่มมีพฤติกรรมเกเร ทำให้คุณพ่อตัดสินใจส่งเขาไปเรียนต่อที่โรงเรียนประจำในประเทศอังกฤษเป็นเวลาประมาณ 3-4 ปี โรงเรียนแห่งนี้เน้นกิจกรรมกีฬาเป็นหลัก โดยเฉพาะคริกเก็ตและรักบี้ การไปเรียนที่นั่นทำให้เรย์ได้พบกับเด็กในรุ่นเดียวกันที่มีความคล้ายคลึงกับนักกีฬาอาชีพ มีวินัยสูง ซ้อมกีฬาเองโดยไม่ต้องมีใครสั่ง และมีเป้าหมายชัดเจนในการติดทีมชาติ

ทว่าในขณะนั้น ประเทศไทยยังไม่มีลีกฟุตบอลอาชีพรองรับอนาคตของเขาเหมือนอย่างต่างประเทศ ประกอบกับความแตกต่างด้านทักษะและความทุ่มเทเมื่อเทียบกับเด็กคนอื่น ๆ ทำให้เขาเริ่มถอดใจจากความฝันนี้ และหันไปใช้ชีวิตเกเรเนื่องจากขาดวินัยในการฝึกซ้อม

สุดท้ายในระหว่างเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3-4 เรถูก "เชิญออกจากโรงเรียน" (เชิญออก) โดยอาจารย์ใหญ่ได้เปรียบเทียบพฤติกรรมของเขาว่าเป็นเหมือน "ก๊อกน้ำที่ปิดไม่สนิท" แม้ความผิดแต่ละครั้งจะไม่ใช่เรื่องร้ายแรง แต่เมื่อสะสมไปเรื่อย ๆ เปรียบเหมือนน้ำที่ค่อย ๆ หยดจนล้นกะละมัง ทางโรงเรียนจึงให้ทางเลือกแก่เขาว่าจะอยู่ต่อหรือจากไป

ซึ่งเรในวัย 15-16 ปีที่กำลังดื้อรั้น เลือกที่จะไม่เอ่ยคำขอโทษและเดินทางกลับประเทศไทยทันที คาดว่าคุณพ่อก็คงเครียด แต่ไม่ได้มีบทสนทนานี้ก่อนเสียชีวิต พอเป็นพ่อคนถึงได้เข้าใจ จึงพยายามผลักดันลูกไปในทางที่ดี


การเป็นนายแบบดาวรุ่งและจุดเปลี่ยนสู่งานพิธีกรหลังจากกลับมาเมืองไทย 

เรได้ใช้ชีวิตเที่ยวเล่นปาร์ตี้อย่างหนักจนแทบไม่รู้จักชีวิตในเวลากลางวัน ทว่าเขาก็เริ่มหางานทำผ่านโมเดลลิ่งเพื่อหาเงินใช้เองโดยไม่ต้องรบกวนพ่อแม่ แม้ว่าเขาจะเกลียดขั้นตอนการแคสติ้งที่ต้องทำท่าทางตามสั่งหรือแสดงความสามารถพิเศษแปลก ๆ แต่ในที่สุดเขาก็ได้รับเลือกให้แสดงโฆษณาของ Eversense ซึ่งเป็นโฆษณาฟอร์มยักษ์ในยุคนั้น โฆษณาชิ้นนี้สร้างชื่อเสียงให้เขาอย่างมากและกลายเป็นใบเบิกทางให้เขาได้ก้าวเข้าสู่วงการถ่ายแบบและเดินแบบ

ในช่วงเวลานั้น เรย์กลายเป็นนายแบบยอดนิยมที่ได้ขึ้นปกนิตยสารแทบทุกเล่ม ไม่ว่าจะเป็น เธอกับฉัน, วูแมน, แพรว หรือ สุดสัปดาห์ แม้จะมีครั้งหนึ่งที่บรรณาธิการนิตยสาร เธอกับฉัน พยายามผลักดันให้เขาขึ้นปกเดี่ยว แต่กลับทำสถิติมียอดตีกลับคืนสำนักพิมพ์มากที่สุดเพราะขายไม่ออก จนถูกล้อว่าเป็น "อาถรรพ์ของเร แม๊คโดแนลด์" 

นอกจากนี้ เขายังเล่าปนตลกถึงเพื่อนร่วมวงการ อาทิ เจ มณฑล จิรา ว่าเป็นผู้ชายที่หล่อสมบูรณ์แบบมากจนเหล่านายแบบร่วมรุ่นต้องใช้วิธีหลีกเลี่ยงที่จะนั่งใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองถูกเปรียบเทียบหลังจากทำงานถ่ายแบบได้ประมาณ 2-3 ปี กระแสความนิยมเริ่มลดลงตามวงจรของวงการบันเทิง เรจึงต่อยอดด้วยการเดินตามรอยรุ่นพี่อย่าง อั๊ต อัษฎา พานิชกุล เขาก็เริ่มจากถ่ายแบบแล้วไปทำ Smile TV โดยการสมัครเป็นวีเจ (VJ) และได้รับโอกาสให้จัดรายการสดครั้งแรกตอน 19.00 น. ร่วมกับ ลูกตาล ศุภมาส ซึ่งเป็นพิธีกรที่มีความสามารถสูงและคอยช่วยประคองเขาไว้ เนื่องจากในตอนแรกเรย์ยังพูดจาไม่เก่งและมักตอบเพียงสั้น ๆ
 

รายการ "Teen Talk" และกำเนิดของเทคนิค "Jump Cut"

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อผู้ใหญ่ในสถานีเลือกเขาให้มาทำรายการใหม่ชื่อ Teen Talk (ปี 2538) เนื่องจากช่วงเวลานั้นสังคมกำลังเข้าสู่ยุค Alternative หมดยุคพูดเก่งๆ แต่ชอบคนที่มีความเท่และเป็นตัวของตัวเอง แม้ว่าจะพูดน้อยก็ตาม ในตอนนั้นเรต่อรองการทำงานอย่างสุดโต่ง ถึงขั้นที่โปรดิวเซอร์เบอร์ใหญ่ชื่อดังต้องเดินทางมาเจรจากับเขาที่ซอย 4 สีลม ขณะที่เขากำลังปาร์ตี้อยู่ ซึ่งเรย์ก็ตกลงทำงานโดยมีเงื่อนไขว่าต้องถ่ายทำเฉพาะในวันอังคารเท่านั้น ไม่ถ่ายทำในวันจันทร์เนื่องจากมักจะมีอาการเมาค้างจากการปาร์ตี้ในช่วงสุดสัปดาห์  

สิ่งที่น่าสนใจคือสไตล์การตัดต่อแบบ "Jump Cut" (พูดแล้วตัดข้ามอย่างรวดเร็ว) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของรายการ Teen Talk และเป็นที่จดจำอย่างมากนั้น แท้จริงแล้วไม่ได้เกิดจากการออกแบบเอาไว้ล่วงหน้า แต่เกิดขึ้นเพราะเรไม่ยอมทำการบ้านและไม่สามารถจำสคริปต์ยาว ๆ ได้ เพื่อแก้ปัญหาหน้างานและไม่ให้เสียเวลา โปรดิวเซอร์จึงตัดสินใจให้เขาพูดทีละประโยค โดยกล้องจะจับภาพนิ่งไว้ จากนั้นให้เรย์ย้ายไปอยู่อีกจุดหนึ่งแล้วพูดประโยคถัดไป วิธีแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้านี้จึงกลายเป็นสไตล์การตัดต่อที่แปลกใหม่และไม่มีรายการอื่นทำในสมัยนั้น

 

ผลงานการแสดง รางวัลภาพยนตร์ และเบื้องหลังบทบาทสุดเท่

จากความสำเร็จในรายการ Teen Talk ทำให้เรได้รับโอกาสแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิตคือ "ฝันบ้าคาราโอเกะ" ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้เขาได้รับรางวัลนักแสดงชายยอดเยี่ยมจากหลายสถาบัน ด้วยความที่เป็นนักแสดงหน้าใหม่ เขาไม่เข้าใจขั้นตอนการทำงานของสื่อมวลชนจนรู้สึกสับสนเมื่อถูกนักข่าวรุมสัมภาษณ์ก่อนการประกาศรางวัลอย่างเป็นทางการ และเคยให้สัมภาษณ์ผิดพลาดจนถูกสื่อตีพิมพ์พาดหัววิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเด็กปีนเกลียวที่ไม่ให้เกียรติรางวัล  

หลังจากนั้นเขามีผลงานภาพยนตร์เรื่องที่สองคือ "O-Negative รักออกแบบไม่ได้" ซึ่งก็ส่งผลให้เขาได้รับรางวัลทางการแสดงติดต่อกันเป็นปีที่สอง แม้ว่าเขาจะได้รับคำชมอย่างมาก โดยเฉพาะจากนักแสดงรุ่นใหญ่ที่ชมว่าเขาสามารถส่งพลังผ่านสายตาและเล่นหูเล่นตาได้ดี แต่เรย์ยอมรับตามตรงว่าแท้จริงแล้วที่เขาต้องใช้วิธีส่งสายตานั้นเป็นเพราะจำบทพูดไม่ได้ เลยต้องใช้สายตาสื่อสารแทนเพื่อพยายามนึกบท

นอกจากนี้เขายังเล่าถึงเบื้องหลังภาพยนตร์เรื่อง หนีตามกาลิเลโอ ที่เขาต้องแสดงคู่กับ เต้ย จรินทร์พร และ ต่าย ชุติมา ซึ่งในขณะนั้นเต้ยยังเป็นนักศึกษาปี 1 ส่วนตัวเรอายุ 34 ปีและไว้หนวดเคราเข้ม เมื่อถ่ายภาพคู่กันมันเหมือนพรากผู้เยาว์มากกว่าพระเอก-นางเอก

เขาจึงเสนอให้ผู้กำกับเปลี่ยนตัวนักแสดงที่อายุน้อยกว่าโดยพูดตรงๆว่าบทไม่เหมาะกับตัวตน แต่ผู้กำกับยังคงยืนยันว่าบทนี้เขียนขึ้นมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ และใช้วิธีปรับแต่งลุคของเต้ยให้ดูโตขึ้น พร้อมทั้งสั่งให้เรย์โกนหนวดและตัดผมแทน
 

เส้นทางการทำรายการท่องเที่ยว การอิ่มตัว และการเดินทางครั้งสำคัญ  

เร แม๊คโดแนลด์ ถือเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกรุ่นแรก ๆ ของการทำรายการท่องเที่ยวในประเทศไทย จุดเริ่มต้นเกิดจากการที่ทีมงานรายการ Teen Talk พากลุ่มพิธีกรเดินทางไปถ่ายทำนอกสถานที่ในต่างประเทศ เช่น แอฟริกาใต้ และญี่ปุ่น เพื่อโปรโมตสินค้า เรเล็งเห็นว่าการเดินทางถ่ายทำเป็นระยะเวลานานหลายวันควรนำมาขยายผลทำเป็นรายการท่องเที่ยวเต็มรูปแบบและเจาะลึกอย่างจริงจังแบบสารคดี Lonely Planet เขาจึงนำแนวคิดนี้ไปเสนอแก่ผู้ใหญ่จนได้รับการอนุมัติให้จัดทำรายการ "Teen Talk Inter" เป็นเวลา 1 ปี

แม้ว่ากระแสตอบรับในช่วงแรกจะไม่สู้ดีนัก แต่เรย์และทีมโปรดิวเซอร์ผู้ร่วมอุดมการณ์อีก 4-5 คนก็ไม่ย่อท้ออยากทำต่อ และตัดสินใจแยกตัวออกมาตั้งบริษัทผลิตรายการเอง โดยสลับสับเปลี่ยนชื่อรายการไปหลายครั้ง เช่น Backpacker และ Visa ซึ่งออกอากาศยาวนานร่วม 6-7 ปี ทว่าด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณ ทำให้พวกเขาต้องเร่งถ่ายทำเก็บตอนให้ได้มากที่สุดถึง 4-8 ตอนต่อการเดินทางในหนึ่งประเทศ

ประกอบกับกระแสโลกาภิวัตน์ที่ทำให้ทุกเมืองใหญ่ทั่วโลกเริ่มแต่งตัวเหมือนกัน ฟังเพลงเหมือนกัน และมีร้านค้าแฟรนไชส์แบบเดียวกันหมด สิ่งเหล่านี้ทำให้เรย์เกิดอาการล้าและอิ่มตัวอย่างหนักจนถึงขั้นสับสนว่าตัวเองอยู่ประเทศไหน เขาจึงตัดสินใจหยุดเดินทางอย่างเด็ดขาดเป็นเวลา 2 ปีเต็ม โดยใช้ชีวิตอยู่แต่ในบ้าน ใครชวนไปไหนก็ไม่ไป เพราะไม่อยากไปไหน

หลังจากพักฟื้นร่างกายและจิตใจได้ 2 ปี ความต้องการเดินทางก็กลับมาอีกครั้ง เขาในวัยใกล้ 30 ปี ตัดสินใจออกเดินทางผจญภัยครั้งใหญ่บนเส้นทางสายทรานส์ไซบีเรีย ตอนแรกจะเริ่มต้นจากปักกิ่ง แต่ถูกเพื่อนท้าทายให้เริ่มออกเดินทางตั้งแต่สถานีรถไฟหัวลำโพง เขาจึงทำตามคำท้านั้นโดยการเดินทางจากกรุงเทพฯ ผ่านจีน มองโกเลีย ไซบีเรีย และสิ้นสุดที่ทวีปยุโรป

โดยโปรเจกต์นี้ถูกบันทึกไว้เพื่อนำกลับมาขายเป็นรายการแบบซีซั่นจำนวน 13 หรือ 17 ตอน ซึ่งในขณะนั้นไม่มีทั้งสปอนเซอร์และช่องออกอากาศรองรับ อีกทั้งเป็นการใช้เงินก้อนสุดท้ายของตัวเองในการลงทุน การเดินทางครั้งนี้เปิดมุมมองใหม่ให้กับเขาอย่างมาก โดยเฉพาะการได้พบกับผู้คนหลากหลาย รวมถึงกลุ่มผู้เกษียณ อย่างเช่น คู่พ่อลูกที่ใช้เวลาเดินทางร่วมกันเพื่อสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว
 

ยุคคอนเทนต์ออนไลน์และการรวมตัวของ "3 เกลอ" (พุฒ-ต้าร์-เร)

ในยุคปัจจุบัน เรหันมาผลิตผลงานผ่านช่องทางออนไลน์ (YouTube) ซึ่งเขาได้รับคำชื่นชมในด้านมุมกล้องและการเล่าเรื่องที่มีความประณีตคล้ายกับงานภาพยนตร์ แม้เขาจะออกตัวว่ายอดเข้าชมและรายได้ไม่ได้สูงถล่มทลาย และบางคลิปก็ไม่ประสบความสำเร็จ แต่ข้อดีของโลกออนไลน์คือการได้รับฟังข้อเสนอแนะและคำชมจากผู้ชมในแบบเรียลไทม์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้เขาได้ปรับปรุงผลงานต่อไป

สำหรับเบื้องหลังตอนพิเศษยอดนิยมบนช่อง YouTube ของเขาที่มีการเชิญเพื่อนรักร่วมรุ่นอย่าง ลีโอ พุฒ และ ต้าร์ บาร์บี้ มาร่วมรายการนั้น เรย์สารภาพตามตรงว่าในยุคแรกที่ก้าวเข้าสู่วงการบันเทิง เขาเคยรู้สึกเขม่นและหมั่นไส้ทั้งสองคนนี้มาก่อนเนื่องจากสไตล์การแต่งตัวและการแสดงออกตามวิถีคนดังในยุคนั้น แต่เมื่อได้มีโอกาสร่วมงานกันในภาพยนตร์เรื่อง "Fake (โกหกทั้งเพ)" พวกเขากลับพูดคุยกันได้อย่างถูกคอและสนิทสนมกันอย่างรวดเร็วจนถึงขั้นอยู่คุยกันต่อในกองถ่ายแม้จะหมดคิวงานของตัวเองแล้วก็ตาม

และเมื่อช่องออนไลน์ของเรประสบปัญหาขาดแคลนแขกรับเชิญและถูกปฏิเสธบ่อยครั้ง เขาจึงโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากพุฒและต้าร์ให้มาตั้งกล้องนั่งดื่มเบียร์และพูดคุยกันแบบง่าย ๆ ที่บ้าน อย่างไรก็ดี เนื่องจากบทสนทนาในคลิปนั้นเต็มไปด้วยถ้อยคำหยาบคาย ประกอบกับการที่ทุกคนอยู่ในวัย 40 แล้วต่างก็มีบทบาทเป็นพ่อคน เรย์จึงรู้สึกกังวลเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม จึงไม่ยอมปล่อยให้ออนแอร์หลังถ่ายเสร็จมาประมาณ 1 ปี แต่ทีมงานบอกฮาดี สุดท้ายกระแสตอบรับดี น่าจะถูกที่ ถูกเวลา ยุค 90 กลับมาพอดี

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

เปิดโต๊ะข่าว

เปิดโต๊ะข่าว

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ