เมื่อวันที่ 6 พ.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เผยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเสด็จพระราชดำเนิน เยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างเป็นทางการ ตามคำทูลเชิญของ นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธาธารณรัฐ ประชาชนจีน
ระหว่างวันที่ 13-17 พ.ย.68 ในโอกาสการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน เพื่อทรงเจริญพระราชไมตรีและความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
การเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนในครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงมีกำหนดการสำคัญ ได้แก่ การเสด็จพระราชดำเนินไปยังมหาศาลาประชาชน เพื่อทรงรวมพิธีรับเสด็จอย่างเป็นทางการ และทรงพบกับประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และภริยา
จากนั้น จะพระราชทานพระบรมรมราชวโรกาสให้นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน เข้าเฝ้าฯ และประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนและภริยาจะถวายพระกระยาหารค่ำอย่างเป็นทางการที่มหาศาลาประชาชน
นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเสด็จฯ ไปยังสถานที่สำคัญทางศิลปวัฒนธธรรมและศาสนา โดยจะทรงสักการะพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) ที่วัดหลิงกวง กรุงปักกิ่ง
และทอดพระเนตรความก้าวหน้าด้านการพัฒนาประเทศของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเฉพาะในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโลยี นวัตกรรม และการศึกษา โดยจะทรงเยี่ยมชมสถาบันเทคโนโลยีอวกาศ ศูนย์เทคโนโลยีด้านการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากร และศูนย์หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในกรุงปักกิ่ง
ก่อนเสด็จฯ กลับประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเสด็จฯ ไปยังพิพิธภัณฑ์พระราชวังโบราณกรุงปักกิ่ง เพื่อทอดพระเนตรนิทรรศการพิเศษ “หมื่นมิ่งมงคลไชย สายสัมพันธ์นิรันดร : นิทรรศการโบราณวัตถุฉลอง 50 ปี ความสัมพัมพันธทางการทูตไทย-จีน” รอบปฐมทัศน์
ในโอกาสการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ในปี 2568 นี้ ถือเป็น “ปีทองแห่งมิตรภาพไทย-จีน” และจะเป็นครั้งแรกที่พระมหากษัตริยไทยจะเสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ซึ่งสะท้อนถึงมิตรภาพและความเข้าใจอันดียิ่งระหว่างสองประเทศในทุกระดับ อีกทั้งจะเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศให้เจริญรุ่งเรือง และแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นต่อไปในอนาคต และยังประโยชน์ให้แก่ประชาชนทั้งสองประเทศสืบไป