หากย้อนกลับไปเมื่อ 29 ปีก่อน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเข้าศึกษาที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในปีการศึกษา 2540 นับเป็นครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงเข้าศึกษา สร้างความปีติยินดี ให้กับทั้งคณาจารย์และนักศึกษาเป็นอย่างมาก
นายอัครวิทย์ จงสวัสดิ์วรกุล อดีตประธานคณะกรรมการนักศึกษา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งรับหน้าที่จัดกิจกรรมต้อนรับนักศึกษาใหม่ เป็นบุคคลหนึ่งที่มีโอกาสใกล้ชิดพระองค์ ตั้งแต่วันแรกที่ เสด็จเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย
นายอัครวิทย์ เปิดเผยความทรงจำกับทีมข่าว PPTV ว่า ก่อนถึงวันแรกพบ นักศึกษาทุกคนต่างตื่นเต้นและกังวลไปพร้อมกัน เพราะไม่มีใครเคยมีประสบการณ์ต้อนรับเจ้านายชั้นสูงมาก่อน ต่างตั้งคำถามว่ากิจกรรมรับน้องที่เป็นเอกลักษณ์ของธรรมศาสตร์ ซึ่งเต็มไปด้วยความสนุกสนานและความเป็นกันเอง จะยังคงดำเนินต่อไปได้หรือไม่
อย่างไรก็ตาม คณบดีและผู้บริหารคณะในขณะนั้น ไม่ได้กำหนดข้อห้ามหรือสั่งการเป็นพิเศษ เพียงขอให้ทุกอย่างดำเนินไปตามความเหมาะสม ทำให้คณะกรรมการนักศึกษาตัดสินใจจัดกิจกรรมในรูปแบบเดิม พร้อมเพิ่มความตั้งใจต้อนรับพระองค์ ด้วยการวาดพระรูป และแต่งบทกลอนต้อนรับ เพื่อนำไปตั้งไว้บริเวณหน้าคณะ ในวันแรกพบ
เมื่อถึงวันงาน ความกังวลของทุกคนกลับหายไป ทันทีที่พระองค์เสด็จมาถึงในฉลองพระองค์ เป็นเสื้อยืดสีม่วง และกางเกงยีนส์ เรียบง่ายไม่ต่างจากนักศึกษาทั่วไป ทำให้บรรยากาศที่ตึงเครียดค่อยๆ ผ่อนคลายลง
จากนั้นพระองค์ ทรงเข้าร่วมกิจกรรมทุกอย่าง ทั้งประทับบนพื้น ร่วมกับเพื่อนใหม่ ทรงร้องเพลง เล่นเกม เต้น และร่วมกิจกรรมเชียร์กับรุ่นพี่ โดยไม่ทรงถือพระองค์ แม้รุ่นพี่จะเชิญเสด็จออกมาร่วมกิจกรรมบนเวที พระองค์ก็ทรงให้ความร่วมมือทุกครั้ง จนหลายคนเริ่มลืมความรู้สึกเกร็งในช่วงแรก และมองพระองค์ไม่ต่างจากนักศึกษาชั้นปีที่ 1 คนหนึ่ง
“ขอให้ท่านทำอะไร ท่านก็ทำ ไม่มียกเว้นเลย พอทุกคนเห็นท่านให้ความร่วมมือ ความเกร็งก็หายไป จนบางครั้งเราลืมไปเลยว่าท่านคือพระองค์ภา เพราะท่านทำตัวเหมือนน้องใหม่คนหนึ่งจริงๆ”
อีกเหตุการณ์ที่นายอัครวิทย์ บอกว่ายังประทับใจไม่เคยลืม คือช่วงพักรับประทานอาหารกลางวัน เดิมคณะกรรมการนักศึกษาต่างกังวลว่าจะต้องเตรียมอาหาร หรือที่ประทับพิเศษสำหรับพระองค์หรือไม่ แต่เมื่อถึงเวลา ทุกคนกลับเห็นพระองค์ทรงถือจานอาหารไปเสวย เช่นเดียวกับนักศึกษาคนอื่น ไม่มีการจัดที่ประทับพิเศษหรือแยกพื้นที่แต่อย่างใด
ภาพดังกล่าวสร้างความประทับใจให้กับทั้งรุ่นพี่และเพื่อนนักศึกษา เพราะสะท้อนถึงความเรียบง่าย และความเป็นกันเอง กิจกรรมในวันนั้นก็ดำเนินไปอย่างราบรื่น
ในช่วงบ่ายของวันแรกพบ คณะนิติศาสตร์ยังได้แบ่งนักศึกษาใหม่ออกเป็น 25 กลุ่ม นายอัครวิทย์จึงเข้าไป ทูลถามพระองค์ว่า ทรงประสงค์จะอยู่กลุ่มใดเป็นพิเศษหรือไม่ แต่คำตอบที่ได้รับกลับเป็นคำตอบสั้นๆ ที่เขายังคงจดจำได้จนถึงทุกวันนี้
“ผมถามท่านว่าอยากอยู่กลุ่มไหนเป็นพิเศษหรือเปล่า ท่านก็บอกว่า ‘แล้วแต่เลย อยู่ตรงไหนก็ได้’ มันทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น เพราะไม่มีเงื่อนไขอะไรเลย”
หลังจากวันแรกพบผ่านไป กิจกรรมของนักศึกษาใหม่ยังดำเนินต่อเนื่อง ทั้งการปฐมนิเทศและการรับน้องระดับมหาวิทยาลัย ก่อนจะมาถึงอีกเหตุการณ์หนึ่งที่นายอัครวิทย์ถือเป็นความทรงจำสำคัญที่สุด คือ “วันไหว้ครู”
ในช่วงเตรียมงาน คณะต้องคัดเลือกผู้ถือพานฝ่ายชายเพื่อขึ้นเวทีคู่กับพระองค์ หลายคนถูกเสนอชื่อ แต่สุดท้ายคณะเห็นตรงกันว่า ประธานนักศึกษาควรเป็นผู้ทำหน้าที่ดังกล่าว เพราะมีความเหมาะสมที่สุด
ก่อนถึงวันงาน เพื่อนๆ ยังช่วยกันเดินทางไปปากคลองตลาด เพื่อสั่งทำพานดอกไม้เป็นพิเศษ พร้อมกำชับกับร้านว่า “ทำให้สวยที่สุด พระองค์ภาจะทรงถือ” ผลงานที่ออกมาสวยงามจนในวันประกวด หลายคนเข้าใจผิดว่า พานของคณะนิติศาสตร์น่าจะจัดทำมาจากในวัง ทั้งที่แท้จริงเป็นผลงานของร้านดอกไม้ในปากคลองตลาด และท้ายที่สุด พานของคณะก็ได้รับรางวัลชนะเลิศในปีนั้น
แต่สิ่งที่นายอัครวิทย์จดจำมากกว่ารางวัล คือบทสนทนาสั้นๆ ก่อนเริ่มพิธี เมื่อเขายังรู้สึกกังวลว่าจะต้องใช้ราชาศัพท์ตลอดการพูดคุย ทันทีที่พบกัน พระองค์กลับตรัสขึ้นก่อนว่า “พี่ไม่ต้องพูดคำราชาศัพท์”
ประโยคสั้นๆ เพียงประโยคเดียว ทำให้บรรยากาศทั้งหมดเปลี่ยนไป ความเกร็งของเขาหายไปทันที ก่อนทั้งสองจะพูดคุยกันตลอดช่วงพิธี ทั้งเรื่องการทรงพระอักษร การใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย วิชาไหนยาก วิชาไหนง่าย รวมถึงเรื่องฟุตบอลและเรื่องทั่วไปเหมือนรุ่นพี่กับรุ่นน้อง จนเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
“ผมไม่คิดเลยว่าชีวิตหนึ่งจะมีโอกาสได้พูดคุยใกล้ชิดกับเจ้านายชั้นสูงขนาดนี้ ผ่านมาเกือบ 30 ปีแล้ว แต่ทุกเหตุการณ์ยังจำได้หมด”
หลังสำเร็จการศึกษา ทั้งสองแทบไม่ได้พบกันอีก เพราะพระองค์ทรงพระอักษรที่ศูนย์รังสิต ขณะที่นายอัครวิทย์เรียนอยู่ท่าพระจันทร์ ก่อนจะแยกย้ายกันไปตามเส้นทางชีวิต แต่ทุกครั้งที่มีโอกาสพบกัน ก็ยังมีรอยยิ้มและการทักทายเสมอ
นายอัครวิทย์ เล่าว่า เมื่อพระองค์ทรงเลือกปฏิบัติหน้าที่เป็นอัยการ เขารู้สึกชื่นชม เพราะมองว่าเป็นบทบาทที่เปิดโอกาสให้ช่วยเหลือประชาชนได้อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะพระกรณียกิจด้านกระบวนการยุติธรรมและการดูแลผู้ต้องขัง ซึ่งสะท้อนอุดมการณ์ของนักกฎหมายในการรับใช้ประชาชนได้อย่างชัดเจน
สำหรับช่วงเวลาที่ทราบข่าวพระอาการประชวร เขายอมรับว่าติดตามข่าวมาโดยตลอด พร้อมเดินทางไปลงนามถวายกำลังใจ ด้วยความหวังว่าพระองค์จะทรงหายจากพระอาการประชวร กระทั่งวันที่ทราบข่าวการสิ้นพระชนม์ แม้จะพอทำใจไว้บ้าง จากการติดตามพระอาการ แต่ก็ยังรู้สึกตกใจและเสียใจอย่างมาก
นายอัครวิทย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ตลอดเวลาที่ได้มีโอกาสใกล้ชิดพระองค์ สิ่งที่ประทับใจที่สุดไม่ใช่เพียงฐานันดรศักดิ์ หากแต่เป็นความเรียบง่าย ความอ่อนน้อม และการวางพระองค์ที่ทำให้ทุกคนรู้สึกเข้าถึงได้
พร้อมฝากถึงประชาชนว่า อยากให้ร่วมกันระลึกถึงพระกรณียกิจและสิ่งที่พระองค์ทรงทำเพื่อสังคม เพราะไม่ว่าจะเป็นบทบาทในฐานะนักกฎหมาย การทำงานเพื่อกระบวนการยุติธรรม หรือโครงการต่างๆที่ทรงริเริ่ม ล้วนเป็นแบบอย่างของการอุทิศตนเพื่อประโยชน์ของประชาชน และเป็นสิ่งที่ควรได้รับการสานต่อในอนาคต
ตลอดบทสนทนา ทีมข่าวสังเกตเห็นว่า ทุกครั้งที่นายอัครวิทย์เอ่ยถึง “พระองค์ภา” รอยยิ้มจะปรากฏขึ้นบนใบหน้าแทบทุกครั้ง น้ำเสียงที่ถ่ายทอดเรื่องราวเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความปลาบปลื้ม ราวกับกำลังย้อนกลับไปเป็นรุ่นพี่คณะนิติศาสตร์เมื่อ 29 ปีก่อนอีกครั้ง ความทรงจำตั้งแต่วันแรกพบ การร่วมกิจกรรม ไปจนถึงบทสนทนาสั้นๆ ระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้อง ยังคงแจ่มชัดอยู่ในใจ และกลายเป็นเรื่องราวที่เขาภูมิใจที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิต