นายแพทย์ มอนเซฟ ซาลาอุย (Moncef Slaoui ) หัวหน้าโครงการ "โอเปอเรชัน วาร์ป สปีด" หรือโครงการลดระยะเวลาการพัฒนาและแจกจ่ายวัคซีน ของรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า เจ้าหน้าที่จะเร่งจัดส่งวัคซีนไปตามศูนย์บริการในแต่ละรัฐ ภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากที่ได้รับการอนุมัติใช้งาน โดยรัฐต่างๆ จะตัดสินใจเองว่าใครควรเป็นผู้ได้รับวัคซีนชุดแรกนี้ แต่ตามคำแนะนำแล้ว ควรเป็นผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงสุด เช่น ผู้สูงอายุ หรือ ผู้ที่ทำงานสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ
โดยสำนักงานอาหารและยาสหรัฐฯ หรือ FDA มีกำหนดประชุมพิจารณารับรองวัคซีนในวันที่ 10 ธ.ค.นี้ นั่นหมายความว่า การฉีดวัคซีนน่าจะเริ่มขึ้นได้ภายในวันที่ 11 ธ.ค. จนถึงขณะนี้ มีบริษัทผู้พัฒนาวัคซีนยื่อขออนุญาตใช้งานฉุกเฉินแล้ว คือ บริษัท ไฟเซอร์ (Pfizer) และบริษัทไบโอเอนเท็ค (BioNTech) ของเยอรมนี ที่ยื่นเอกสารต่อ อย.สหรัฐฯ แล้วเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา และตั้งเป้าจะผลิตวัคซีนให้ได้ 50 ล้านโดสภายในสิ้นปีนี้ ส่วนบริษัทโมเดอร์นา (Moderna) อีกหนึ่งผู้พัฒนาวัคซีน คาดว่าจะยื่นเอกสารขออนุมัติใช้งานภายในสิ้นเดือน พ.ย.
นายแพทย์ซาลาอุย ยังประเมินว่า เมื่อถึงเดือน พ.ค. ปีหน้า สหรัฐฯจะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้สำเร็จ โดยจำนวนผู้ที่ได้รับวัคซีนจะมีสัดส่วนประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด
ขณะที่รัฐบาลเยอรมนี แสดงความมั่นใจว่าหน่วยงานกำกับดูแลในยุโรปจะอนุมัติใช้งานวัคซีนโควิดภายในสิ้นปีนี้ โดยศูนย์บริการฉีดวัคซีนทั่วประเทศได้รับคำสั่งให้เตรียมความพร้อมกลางเดือน ธ.ค.นี้ เพื่อให้สามารถเริ่มแจกจ่ายวัคซีนได้ทันที หลังจากได้รับการรับรอง เบื้องต้น เยอรมนี ทำข้อตกลงสั่งจองวัคซีนไว้แล้วกว่า 300 ล้านโดส ซึ่งมากพอสำหรับประชาชน 83 ล้านคน และอาจเหลือพอแบ่งปันประเทศอื่น ๆ ด้วย
ด้านสื่ออังกฤษรายงาน อ้างอิงแหล่งข่าวจากรัฐบาลว่า วัคซีนโควิดของไฟเซอร์ และไบโอเอนเท็ค อาจได้รับการอนุมัติใช้งานฉุกเฉินเร็วกว่าที่สหรัฐฯ โดยหน่วยบริการสุขภาพแห่งชาติของอังกฤษ หรือ NHS ได้รับคำสั่งให้เตรียมรับรองวัคซีนดังกล่าวภายใน 1 ธ.ค.นี้ ส่วนระยะเวลาที่จะเริ่มแจกจ่ายวัคซีน ตั้งเป้าไว้ก่อนคริสต์มาส เบื้องต้น อังกฤษสั่งจองวัคซีนแล้วกว่า 40 ล้านโดส โดยคาดว่าจะได้รับวัคซีนชุดแรก 10 ล้านโดส สำหรับประชาชน 5 ล้านคน ภายในสิ้นปีนี้
ด้านนายกรัฐมนตรี เปโดร ซานเชส ของสเปน ระบุว่า โครงการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 จะเริ่มขึ้นในเดือน ม.ค.ปีหน้า โดยจะกำหนดจุดฉีดวัคซีนประมาณ 13,000 จุดทั่วประเทศ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือน เพื่อทำให้ประชากรได้รับวัคซีนเป็นวงกว้าง
Photo : JUSTIN TALLIS / AFP