เมื่อวันที่ 29 ม.ค.2564 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประพีร์ อภิชาติสกล อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ กล่าวในงานสัมมนาในหัวข้อ “สหรัฐอเมริกากับอินโด-แปซิฟิกในยุคของโจ ไบเดน” ว่า ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯในยุคของไบเดนอาจจะแตกต่างกับยุคของ "โดนัลด์ ทรัมป์" แต่ว่าเป้าหมาย เช่นเรื่องการสกัดกั้นจีนของทั้งสองคนอาจจะไม่แตกต่างกันมาก
สำหรับประเทศไทย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประพีร์ เตือนว่า หากไทยจะติดต่อสัมพันธ์กับสหรัฐฯ จะต้องเตรียมตัวให้พร้อม ทั้งในเรื่องของประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประพีร์ ระบุว่า ขนาดในยุคของทรัมป์ที่ไม่ได้ยุ่งกับไทยเท่าไหร่ แต่ประเทศเราก็โดนหลาย ๆ เรื่องเช่นมาตรฐานแรงงาน ดังนั้นประเทศไทยต้องระมัดระวังเรื่องมาตรฐานให้เป็นแบบสากล ก่อนจะเข้าไปติดต่อสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ณ ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าสหรัฐฯ จะเข้ามาในรูปแบบใด แต่เชื่อว่าจะเป็นรูปแบบข้อตกลงต่างๆ และที่สำคัญคือไทยต้องรักษาสมดุลของจีนและสหรัฐฯ ให้ดีด้วย
ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร. สิทธิพล เครือรัฐติกาล ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ในบรรดาประเทศในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก มี "อาเซียน" เป็นแกนกลางของกลุ่มที่น่าจะมีบทบาทสำคัญในการเปิดพื้นที่เจรจาความขัดแย้งระหว่างจีนและสหรัฐฯ และในบรรดาประเทศในกลุ่มอาเซียน "ไทย" เป็นประเทศที่มีข้อได้เปรียบ อย่างน้อยประเทศไทยก็ไม่ได้เป็นคู่พิพาทโดยตรง โดยเฉพาะในทะเลจีนใต้ และไทยก็มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อสหรัฐฯ
สหรัฐฯ พร้อมเคียงข้างประเทศเอเชียตอ.เฉียงใต้ รับมืออิทธิพลจีน
ขณะที่นายทรงศักดิ์ สายเชื้อ กรรมการประจำสถาบันอาณาบริเวณศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เชื่อว่า นโยบายเอเชีย-แปซิฟิกก็จะชัดเจนและโดดเด่นมากขึ้น เพราะ "ไบเดน" ตั้งทีมที่เชี่ยวชาญเรื่องเอเชียแปซฟิกโดยเฉพาะ ส่วนนโยบายของไบเดนที่มีต่อจีนก็จะดำเนินยุทธศาสตร์ที่เป็นการทูตที่คาดการณ์ได้ มีการทำงานเป็นขั้นตอน และมีการกลั่นกรองอย่างมาก
ส่วนที่หลายคนมองว่า ภายใต้การนำของไบเดน คือการที่นำสหรัฐฯกลับไปสู่ยุคโอบามาสอง หรือไม่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิตติภัทร พูนขำ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า มีความเหมือนและความแตกต่าง ณ ตอนนี้บริบทเปลี่ยน แนวความคิดของผู้คนและทีมที่ปรึกษาของไบเดนก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย ดังนั้นก็อาจจะไม่ได้ถึงขั้นกลับไปสู่ยุคโอบามาสอง