การจับกุมตัวผู้นำและก่อรัฐประหารในเมียนมายังคงได้รับความสนใจจากประชาคมโลก เพราะเมียนมาเองเพิ่งจะเปลี่ยนผ่านมาสู่ประชาธิปไตยเต็มใบเพียงกว่า 5 ปีเท่านั้น หลังจากอยู่ภายใต้รัฐบาลทหารมาเกือบ 50 ปี
หลังจากประกาศระงับเงินช่วยเหลือเมียนมาร์ไปเมื่อวันพุธที่ผ่านมา มีท่าทีของ โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐล่าสุดต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเมียนมาร์
ผู้นำสหรัฐพูดเรื่องนี้ระหว่างการแถลงนโยบายต่างประเทศของไบเดน โดยหยิบมาพูดเป็นเรื่องแรก สะท้อนว่าเขาให้ความสำคัญ เรียกร้องให้กองทัพเมียนมาสละอำนาจที่ยึดมาจากรัฐบาลพลเรือน และปล่อยตัวนักการเมืองทั้งหมดที่ถูกจับกุมทันที
ในช่วง 49 ปีที่เมียนมาอยู่ภายใต้รัฐบาลทหาร สหรัฐอเมริกามีบทบาทสำคัญในการกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยใช้เครื่องมือคือ การคว่ำบาตรทางการค้า
แต่การแถลงครั้งนี้ยังไม่มีการประกาศมาตการกดดันเพิ่มเติม หลังจากเมื่อวันพุธรัฐบาลสหรัฐสั่งระงับความช่วยเหลือทุกทางไปยังเมียนมาทันที ยกเว้นความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมต่อชาวโรฮิงญา โดยที่เพิ่มมาในวันนี้มีเพียงการบอกว่า จะเพิ่มโควต้ารับผู้ลี้ภัยเมียนมาร์ที่ต้องการมายังสหรัฐฯ เป็น 125,000 รายต่อปี
ส่วนคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หลังจากล้มเหลวในการออกแถลงการณ์ประนามการยึดอำนาจของทหารเนื่องจากสมชิกถาวร 2 ประเทศคือ จีนและรัสเซียคัดค้าน ล่าสุดมีการประชุม และในที่สุดองค์กรที่มีอำนาจมากที่สุดของเอ็นก็ออกแถลงการณ์ไม่ยอมรับการกระทำของกองทัพเมียนมาร์แล้ว
เมื่อวานนี้ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติสามารถรวมรวบเสียงสมาชิกในการออกแถลงการณ์ต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเมียนมาได้สำเร็จ
โดยในแถลงการณ์ระบุว่า คณะมนตรีความมั่นคงเป็นกังวลอย่างมากต่อการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นเวลาหนึ่งปีของกองทัพเมียนมา และการจับกุมนางออง ซาน ซู จี ประธานาธิบดีวิน มินต์ และนักการเมืองคนอื่นๆ โดยเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักการเมืองเหล่านี้ทันที แต่ถ้าไปดูอย่างละเอียด แถลงการณ์นี้ของคณะมนตรีความมั่นคงดูเหมือนไม่ค่อยแข็งขันเท่าไหร่ อย่างเช่น ภาษาที่ใช้
แถลงการณ์ร่างแรกที่ร่างโดย บาร์บารา วู้ดวาร์ด ตัวแทนจากสหราชอาณาจักรนั้น ได้ใช้คำว่า ‘หทารก่อการก่อรัฐประหาร’ อย่างชัดเจน แต่มีการปรับเปลี่ยน จนแถลงการณ์ที่ออกมาอย่างเป็นทางการตัดคำนี้ออกไป ไม่พบคำว่ารัฐประหาร หรือ Coup เลย คาดการณ์ว่าที่ต้องทำให้อ่อนลง หลีกเลี่ยงการใช้คำว่ารัฐประหารเพราะจีนกับรัสเซียไม่ยอม
การไม่ยอมบอกว่า การกระทำของกองทัพเมียนมาร์คือการรัฐประหารมีนัยสำคัญ เพราะเท่ากับว่า โอกาสที่ยูเอ็นจะออกมาตรการกดดันกองทัพเมียนมาร์ เช่น การคว่ำบาตรก็มีน้อยมาก
“ประชาธิปไตยถอยหลัง” ทั่วโลกร่วมประณาม ทหารยึดอำนาจในเมียนมา