ขณะนี้ชาวมาเลเซียกำลังยกธงขาว ไม่ใช่ยอมแพ้ แต่คือสัญญาณขอความช่วยเหลือ ธงสีขาวที่ติดอยู่ตามบ้านเรือนเหล่านี้ บ่งบอกว่าเจ้าของบ้านกำลังมีปัญหาทางการเงิน และต้องการความช่วยเหลือด้านอาหารอย่างเร่งด่วน นี่คือแคมเปญที่ผุดขึ้นบนโลกออนไลน์ของมาเลเซียเพื่อให้ประชาชนสามารถช่วยเหลือประชาชนด้วยกันเอง เพราะตลอด 1 เดือนที่ผ่านมาของการล็อกดาวน์ป้องกันโควิด มีคนมากมาย ตกงานและได้รับผลกระทบ
แคมเปญติดธงขาวนี้ยังมี ส.ส.มาเลเซีย ร่วมบริจาคอาหารช่วยเหลือด้วยและตัวเขาระบุว่า สถานการณ์ในมาเลเซียขณะนี้กำลังย่ำแย่จริง ๆ ไม่เพียงแค่ติดธงขาว แต่ยังมีธงดำ ด้วยขณะนี้มาเลเซียมีอีกแคมเปญหนึ่งคือการแขวนธงดำจากนั้นโพสต์ภาพลงบนโลกออนไลน์พร้อมติดแฮชแทก “เบนเดอรา ฮิตาม” ธงเหล่านี้คือเสียงตำหนิต่อการบริหารมาตรการรับมือโควิดที่ผิดพลาดของรัฐบาล และเสียงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีมูห์ยัดดิน ยัสซินลาออกจากตำแหน่ง บางคนหาผ้าสีดำไม่ได้ก็เอาถุงใส่ขยะสีดำมาแขวนแสดงออกแบบนี้แต่โดยรวมเปล่งเสียงเดียวกันคือมองว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นทั้งโรคระบาดและเศรษฐกิจมาจากการบริหารงานของรัฐบาล
มาเลเซียเริ่มใช้มาตรการล็อกดาวน์ทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนเป็นต้นมาร้านค้าและธุรกิจที่ไม่จำเป็นต้องปิด ประชาชนถูกขอร้องให้อยู่บ้านให้ได้มากที่สุด การเดินทางข้ามรัฐถูกห้าม ทั้งยังมีการประกาศใช้เคอร์ฟิวควบคุมเวลาออกจากบ้านด้วมาตรการบังคับใช้เข้มงวดส่งผลกระทบต่อรายได้ของชาวมาเลย์จำนวนมากโดยเฉพาะแรงงานในภาคบริการ
ที่น่าเศร้าคือ ภายใต้มาตรการเข้มงวดตลอด 1 เดือนสถานการณ์โควิดในมาเลเซียยังคงไม่ดีขึ้นเพราะยอดผู้ติดเชื้อใหม่ไม่ได้แตกต่างจากช่วงก่อนประกาศล็อกดาวน์มากนักยอดผู้ติดเชื้อใหม่ของวันพุธที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมาสูงถึง 7,097 ราย สูงเกิน 7,000 มาเป็นวันที่สองแล้วผู้ติดเชื้อใหม่ส่วนใหญ่อยู่ในรัฐสลังงอร์ 3,119 ราย และมาจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ 1,005 ราย
สถานการณ์โควิดที่ยังไม่ดีขึ้นแถมยังซ้ำเติมด้วยปัญหาเศรษฐกิจส่งผลให้เสียงเรียกร้องให้ผู้นำประเทศลาออกดังขึ้นเรื่อย ๆ ล่าสุดไม่ใช่แค่จากประชาชน แต่ยังมาจากพรรคร่วมรัฐบาลด้วย
สำนักข่าว Channel News Asia รายงาน เมื่อวานนี้ นายอาหมัด ซาอิด ฮามิดี ประธานพรรคอัมโน พรรคร่วมรัฐบาลออกแถลงผ่านระบบออนไลน์ว่าทางพรรคจะยุติการสนับสนุนรัฐบาลในฐานะพรรคร่วม เนื่องจากมองว่า รัฐบาลล้มเหลวในการรับมือกับวิกฤต ล้มเหลวในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน รวมถึงยังเรียกร้องให้นายกฯ มูห์ยัดดินยัสซิน ลาออกจากตำแหน่งเองเพื่อเปิดทางให้มาเลย์เลือกผู้นำคนใหม่
ด้านฝั่งนายกฯ มาเลเซียยังไม่มีแถลงการณ์ออกมาและยังไม่ชัดเจนว่าการถอนตัวของพรรคร่วมจะส่งผลอย่างไรต่อเนื่องจากปัจจุบันรัฐบาลมาเลเซียยังไม่ได้จัดการประชุมในสภาเนื่องจากเพื่อป้องกันการรวมกลุ่มข้ามมาเวียดนาม ประเทศล่าสุดที่เพิ่งจะประกาศมาตรการล็อกดาวน์ตามรอยมาเลเซียหลังจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เวียดนามประกาศล็อกดาวน์เมืองใหญ่ เตือนไม่พร้อมเปิดประเทศ
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวานนี้รัฐบาลเวียดนามประกาศเตรียมล็อกดาวน์นครโฮจิมินห์ เมืองเศรษฐกิจสำคัญของประเทศที่มีประชากรมากถึง 9 ล้านคน คำประกาศเกิดขึ้นเมื่อวันพุธ และจะเริ่มบังคับใช้จริงในวันศุกร์ที่จะถึงนี้ โดยระบุว่า
ประชาชนที่อาศัยอยู่ในนครโฮจิมินห์ต้องกักตัวอยู่ภายในบ้านเป็นเวลา 2 สัปดาห์รวมถึงเที่ยวบินและการเดินทางต่างๆ ที่เชื่อมต่อกับเมืองนี้ก็จะถูกระงับด้วยเช่นกัน
คำสั่งล็อกดาวน์ล่าสุดเกิดขึ้นหลังทางการเวียดนามพบว่า นับตั้งแต่การระบาดระลอกใหม่เริ่มขึ้นเมื่อปลายเดือนเมษายน นครโฮจิมินห์ทีผู้ติดเชื้อสะสมแล้วมากถึง 8,000 ราย มากที่สุดในประเทศ ส่วนในภาพรวมจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่รายวันก็ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเดือนมิถุนายน เวียดนามพบผู้ติดเชื้อใหม่ราว 200 - 300 รายต่อวัน แต่ข้ามมาเดือนกรกฎาคมกลับพบมากกว่า 500 ราย และยอดล่าสุดของวันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมา พบเพิ่มถึง 1,069 ราย สูงเกิน 1,000 แบบนี้มาสองวันแล้ว
อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์จะน่ากังวล แต่ล่าสุดเมื่อวานนี้ในกรุงฮานอย เมืองหลวงยังคงปรากฏภาพของเด็กนักเรียนไปรวมตัวกันเพื่อเข้าสอบสำหรับการเข้ามหาวิทยาลัย มีเสียงกังวลจากผู้ปกครองว่า การรวมตัวเช่นนี้อาจเป็นคลัสเตอร์ใหม่
แม้ทุกคนจะสวมหน้ากากอนามัยก็ตาม แต่ที่ผ่านมามีเคสของผู้ป่วยที่ไม่มีอาการเลย ส่วนด้านนักเรียนเองก็กังวลเช่นกัน แต่อีกใจหนึ่งก็เป็นห่วงอนาคต เพราะในเมื่อทางการไม่ได้เลื่อนสอบ พวกเขาก็จำใจต้องมาเข้าสอบ
ทั้งนี้หากย้อนไปในปี 2020 เวียดนามคือชาติที่ได้รับการยกย่องว่าควบคุมโควิดได้ดีแต่ในระลอกนี้กำลังทำให้เวียดนามลำบาก เพราะเชื้อที่ระบาดคือเชื้อกลายพันธุ์บวกกับอัตราการฉีดวัคซีนที่ต่ำ คนได้วัคซีน 1 โดสแล้วมี 3.6 ล้านคน หรือ ร้อยละ 3.8 ของประชากรคนที่ได้รับวัคซีนครบ 2 โดสมีน้อยมาก คือเพียง 2 แสนคนเท่านั้นหรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยนะ 0.2 จากประชากร 96 ล้านคนเวียดนามฉีดได้ช้าที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน เพราะอะไร
นักวิเคราะห์มองว่า ความสำเร็จในปี 2020 ทำให้เวียดนามชะล่าใจและขาดความกระตือรือร้นในการจัดหาวัคซีน วัคซีนที่เวียดนามอนุมัติให้ใช้คือ แอสตราเซเนกา, สปุตนิกวี, ซิโนฟาร์ม, ไฟเซอร์ และโมเดอร์นา ซึ่ง 3 ตัวหลังเพิ่งจะอนุมัติไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา
ปิดท้ายที่สถานการณ์ในอินโดนีเซียประเทศที่เรียกว่าขณะนี้เผชิญกับโควิดหนักที่สุดในอาเซียนหนักแค่ไหน? อธิบายได้จากภาพของหลุมศพที่ถูกขุดขึ้นเรียงรายเพื่อรับมือกับผู้เสียชีวิตที่ต้องรีบฝัง อินโดนีเซียยอดยังพุ่ง ด้านนักวิจัยซิโนแวคเสียชีวิตคาดเพราะโควิด
ภาพจากโดรนเผยให้เห็นบรรยากาศของสุสานแห่งหนึ่งในกรุงจาการ์ตาจะเห็นว่ามีหลุมศพที่เพิ่งถูกขุดขึ้นใหม่ๆ เรียงรายกันแน่นไปหมดเพราะเมื่อยอดผู้ติดเชื้อโควิดในอินโดนีเซียเพิ่มขึ้น ยอดผู้เสียชีวิตก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนที่เข้าถึงการรักษาพยาบาลได้
ยอดผู้ติดเชื้อใหม่ในอินโดนีเซียยังคงสูงขึ้นเรื่อยๆ ทุบสถิติของวันก่อนอย่างต่อเนื่อง ยอดล่าสุดของวันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา มีผู้ติดเชื้อใหม่มากถึง 34,379 ราย
อีกกราฟที่น่ากังวลไม่น้อยไปกว่ากันคือยอดผู้เสียชีวิต เมื่อวานนี้คือวันที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด คือมากถึง 1,040 ราย เทียบกับของวันก่อนหน้า คือวันที่ 6 กรกฎาคมที่มีราว 728 ราย
ล่าสุดมีข้อมูลน่าสนใจที่แสดงให้เห็นว่า ผู้ติดเชื้อในอินโดนีเซียกำลังมีอายุน้อยลงสำนักข่าว ABC News รายงานตัวเลขจากทางการระบุว่า ในจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ทั้งหมดของเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เป็นเด็กมากถึง 250,000ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 12.6 ของผู้ป่วยใหม่ทั้งหมด ส่วนยอดผู้เสียชีวิตนั้น เดือนมิถุนายนที่ผ่านมามีเด็กเสียชีวิตจากโควิด 676 ราย
คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 1.2 จากผู้เสียชีวิตทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่า การระบาดครั้งนี้ แม้แต่เด็กและวัยรุ่นที่เคยเชื่อกันว่าปลอดภัยนั้น ก็ไม่ได้ปลอดภัยเสมอไป โดยเฉพาะเมื่ออัตราการฉีดวัคซีนในกลุ่มคนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีนั้นยังต่ำในหลายประเทศ
ปัจจุบันอินโดนีเซียฉีดวัคซีนหนึ่งโดสไปแล้ว 33 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ12.3 ในขณะที่อัตราการฉีดครบสองโดสอยู่ที่ 14 ล้านคน หรือร้อยละ 5.3 เท่านั้น เนื่องจากอินโดนีเซียมีประชากรมากถึง 270 ล้านคน
วัคซีนที่ใช้ส่วนใหญ่ในประเทศคือ ซิโนแวคและขณะนี้มีประเด็นที่เป็นที่ถกเถียงถึงประสิทธิภาพเนื่องจากเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาอินโดนีเซียมีบุคลากรทางการแพทย์ที่ฉีดซิโนแวคครบ 2 โดสแล้วแต่กลับติดโควิดจนเสียชีวิต โดยตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมามีแพทย์เสียชีวิตแล้ว 131 ราย ในจำนวนนี้ 50 รายเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม
ล่าสุดมีข่าวใหม่ที่ยิ่งสร้างความกังขามากขึ้นอีก เมื่อดร.โนวิเลีย สจาฟรี บักตียาร์ หัวหน้าทีมทดลองวัคซีนซิโนแวคขออินโดนีเซียเสียชีวิตปริศนา โดยหลายฝ่ายคาดกันว่า เธอเสียชีวิตเพราะติดเชื้อโควิด-19 ด้านบริษัท BioFarmaบริษัทยาของรัฐที่นำเข้าซิโนแวคออกมาแสดงความเสียใจจ่อการสูญเสียบุคลากรแต่ปฏิเสธที่จะตอบคำถามสื่อถึงสาเหตุการเสียชีวิต เนื่องจากเจ้าตัวเพิ่งจะอายุเพียง 50กลางๆ เท่านั้น