นักวิจัยในอิสราเอลศึกษาพบว่า การฉีดวัคซีนโควิด-19 แก่สตรีมีครรภ์ ในช่วงต้นไตรมาสที่ 3 อาจเพิ่มการถ่ายโอนแอนติบอดีในครรภ์ได้สูงสุด ซึ่งอาจช่วยป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ของเด็กที่กำลังจะเกิดมาได้
ทีมวิจัยศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยฮาดัสซาห์-ฮิบรู ร่วมกับมหาวิทยาลัยไฮฟา พบว่า การฉีดวัคซีนโควิด-19 ไฟเซอร์ให้กับมารดา ในช่วงการตั้งครรภ์ไตรมาส 3 ช่วงต้น อายุครรภ์ 27-31 สัปดาห์ มีความสัมพันธ์กับระดับแอนติบอดีโควิด-19 ในทารกแรกเกิดสูงกว่าการสร้างภูมิคุ้มกันในช่วงปลายไตรมาสที่ 3 อายุครรภ์ 32-36 สัปดาห์
หญิงตั้งครรภ์ กับ สถานการณ์โควิด-19 มีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าคนทั่วไป 2 เท่าครึ่ง
อามิไฮ ร็อตเทนสตริช หนึ่งในทีมวิจัย กล่าวว่า เนื่องจากช่วงนี้กลยุทธ์ของการสร้างภูมิคุ้มกันโควิด-19 ให้กับมารดาที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ กำลังได้รับความสนใจในหลายประเทศ จึงมองว่า จำเป็นต้องมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพิ่มเติมโดยด่วน เพื่อหาช่วงเวลาที่เหมาะสมของการฉีดวัคซีน เพื่อให้มารดาและทารกแรกเกิดได้รับการป้องกันจากโควิด-19 สูงที่สุด
นักวิจัยได้ทำการศึกษาหญิงตั้งครรภ์ 171 คน ที่เข้ารับการรักษาที่ศูนย์การแพทย์ฮาดัสซาห์ ระหว่างเดือน ก.พ.-เม.ย. 2021 กลุ่มตัวอย่างอายุเฉลี่ย 31 ปี โดยได้รับวัคซีนโควิด-19 ไฟเซอร์เข็มแรก ขณะอายุครรภ์ 27-36 สัปดาห์
โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก 83 คน (48.5%) ได้รับวัคซีนเข็มแรกในช่วงต้นของไตรมาสที่ 3 (อายุครรภ์ 27-31 สัปดาห์) และ 88 คน (51.5%) ได้รับวัคซีนเข็มแรกในช่วงปลายไตรมาสที่ 3 (อายุครรภ์ 32-36 สัปดาห์)
จากนั้น เมื่อกลุ่มตัวอย่างคลอดบุตร ก็ทำการเก็บตัวอย่างซีรั่มจากเลือดมารดาและจากสายสะดือ และนำมาทดสอบหาระดับแอนติบอดีชนิด IgG ซึ่งจำเพาะต่อโปรตีนหนาม (Spike Protein) และตัวจับบนไวรัส (RBD) ของโควิด-19 รวมทั้งระเมินศักยภาพในการสลายเชื้อ
นับตั้งแต่การให้วัคซีนครั้งแรกและการคลอด ระยะเวลาเฉลี่ยอยู่ที่ 71 วันในกลุ่มที่ได้รับวัคซีนในช่วงต้นไตรมาสที่ 3 และ 41 วันในกลุ่มที่ได้รับวัคซีนในช่วงปลายไตรมาสที่ 3
ตัวอย่างซีรัมจากคู่แม่และทารกทั้ง 171 คู่ พบว่า มีผลแอนติบอดี IgG ที่ต่อต้านโปรตีนหนามและ RBD เป็นบวก (พบแอนติบอดี)
แต่พบว่า ความเข้มข้นของระดับแอนติบอดี IgG ที่ต้าน RBD ในตัวอย่างซีรั่มจากกลุ่มที่ได้รับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในช่วงต้นของไตรมาสที่ 3 สูงกว่ากลุ่มปลายไตรมาส โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 9620 AU/mL ขณะที่กลุ่มปลายไตรมาสอยู่ที่ 6697 AU/mL
อัตราส่วนการถ่ายโอนแอนติบอดี IgG ผ่านรกในกลุ่มต้นไตรมาส 3 ก็สูงกว่าเช่นกัน โดยอัตราส่วนการต่อต้านโปรตีนหนามอยู่ที่ 1.3 ต่อ 0.9 และอัตราส่วนการต่อต้าน RBD อยู่ที่ 2.3 ต่อ 0.7
จากการวิเคราะห์หลายตัวแปรยังพบว่า ปัจจัยเพียงอย่างเดียวของความเข้มข้นของระดับ IgG ในทารกแรกเกิดคือระยะเวลาการฉีดวัคซีนเข็มแรกของมารดา โดยไม่มีความเกี่ยวพันใด ๆ กับลักษณะอื่น ๆ ของมารดา การตั้งครรภ์ หรือการคลอด
ร็อตเทนสตริชและทีมวิจัย กล่าวว่า การค้นพบนี้อาจช่วยสนับสนุนให้มีการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้กับมารดาที่กำลังตั้งครรภ์ในช่วงต้นของไตรมาสที่ 3 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการถ่ายโอนแอนติบอดีต้านโควิด-19 ไปยังทารกแรกเกิด
ทีมนักวิจัยยังกล่าวอีกว่า ผลลัพธ์เป็นไปตามสมมติฐานก่อนหน้านี้ ซึ่งประเมินการป้องกันโรคไอกรนและการสร้างภูมิคุ้มกันโรคไข้หวัดใหญ่ในมารดาที่กำลังตั้งครรภ์ ซึ่งแสดงผลเหมือนกันว่า การถ่ายโอนแอนติบอดีและระดับแอนติบอดีของทารกแรกเกิดมีผลดีกว่าหากมารดาฉีดวัคซีนในช่วงไตรมาสที่ 3
อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยบอกว่า “การศึกษาในอนาคตควรประเมินความเร็วในการตอบสนองและความคงทนของแอนติบอดีที่ได้จากมารดาเหล่านี้ รวมถึงผลลัพธ์ทางคลินิกที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันโควิด-19”
เรียบเรียงจาก News Medical
ภาพจาก AFP