กลายเป็นประเด็นที่คนทำเพจใน Facebook ต้องตื่นตัวและปรับตัวอีกครั้งเมื่อ นิค เคล็กก์ รองประธานฝ่ายกิจการและการสื่อสารโลกของ Facebook ออกมาเปิดเผย ถึงแผนการลดปริมาณเนื้อหาทางการเมืองบนหน้าฟีดข่าว (Newsfeed) โดยเน้นไปที่เนื้อหาจากเพื่อนให้มากขึ้น การเมืองน้อยลง โดยมุ่งหวังว่า จะกันกลุ่มเด็ก เยาวชน และวัยรุ่น ออกจากเนื้อหาที่ไม่เป็นผลดีกับการเติบโต พร้อมจะแนะนำเครื่องมือการควบคุมแบบใหม่ให้ผู้ปกครอง ซึ่งจะทำให้สามารถติดตามในสิ่งที่ลูกๆ สนใจได้
สำหรับแนวทางในการปรับเปลี่ยนดังกล่าวเกิดขึ้น หลังจาก "ฟรานเซส เฮาเกน" (Frances Haugen) อดีตผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ของเฟซบุ๊ก ได้นำข้อมูลหลายพันหน้า ที่คัดลอกก่อนลาออกจากเฟซบุ๊กมาเปิดเผยกับสาธารณชน และถูกส่งไปยังคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ของสหรัฐฯ โดยกล่าวหาว่า ระบบอัลกอริทึมของเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมที่ถูกปรับแต่งล่าสุดในปี 2018 ที่มีการจัดลำดับการมองเห็นอิงตาม การมีส่วนร่วมของผู้ใช้งานจนส่งผลเสียกับสุขภาพจิตของวัยรุ่น รวมถึงยังทำให้เกิดความแตกแยกมาขึ้น ซึ่งตัวบริษัทได้เมินเฉยกับความผิดพลาดนี้
"อัลกอริทึมของเฟซบุ๊กกำลังทำร้ายเด็กๆ สร้างความแตกแยก ทำให้ระบอบประชาธิปไตยอ่อนแอ รวมถึงยังมุ่งกอบโกยผลกำไรเหนือความรับผิดชอบทางศีลธรรม"
สำหรับการทำงานของ อัลกอริทึม ที่ "ฟรานเซส เฮาเกน" กล่าวหานั้นจะเน้นการจัดลำดับการมองเห็นเนื้อหาบนเฟซบุ๊ก หรือที่เรารู้จักว่า Newsfeed ด้วยการอิงตามการมีส่วนร่วมของบุคคลนั้นๆ เช่น การกดไลค์ แชร์ หรือคอมเมนต์ ก็จะทำให้คอนเทนต์นั้นยิ่งถูกเผยแพร่ในวงกว้างมากยิ่งขึ้น ดังนั้น คอนเทนต์ประเภทปลุกเร้าอารมณ์ความรู้สึก เช่น โพสต์ด่าทอ ยั่วยุให้เกิดความเกลียดชัง หรือแม้กระทั่ง Fake News ถูกเผยแพร่ออกไปเป็นวงกว้างจนน่ากังวล
และนอกจากประเด็นนี้จะกลายเป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับประชาชนทั่วไปแล้ว ยังกลายเป็นเรื่องที่ นักการเมืองในสหรัฐอเมริกา ก็สนใจ เพราะมันอาจเป็นหลักฐานชั้นดี ในการใช้อ้างอิงแก้กฎหมายสำหรับควบคุมยักษ์ใหญ่แห่งโลกเทคโนโลยี ที่มักจะพยายามหาทางหลีกเลี่ยงการถูกควบคุมด้วยระเบียบและกฎหมายต่างๆ
ขณะที่ สภาคองเกรสเองก็ได้มีการ ขับเคลื่อนจากสมาชิกวุฒิสภาของสหรัฐฯ เพื่อหาทางปฏิรูปมาตรา 230 ของพระราชบัญญัติความเหมาะสมในการสื่อสาร (Communications Decency Act) หรือ CDA ซึ่งมีบทบัญญัติยกเว้นให้บริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (Internet Service Provider) หรือ ISP จากความรับผิดในโพสต์ที่อยู่บนแพลตฟอร์มของตัวเอง
ส่วนผู้เชี่ยวชาญ ได้เสนอแนะว่า ควรมีการออกกฎหมายควบคุมโซเชียลมีเดียไม่ให้มีขนาดของเครือข่ายใหญ่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เนื่องจากวิธีนี้เป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดสำหรับแต่ประเทศในแง่ของการปฏิบัติสำหรับการออกกฎหมายเพื่อควบคุมโซเชียลมีเดียไม่ให้ใหญ่โตเกินกว่าที่จะสามารถกลั่นกรองเนื้อหาบนแพลตฟอร์มของตัวเองได้ จนกระทั่งปล่อยปละให้เนื้อหาสร้างความเกลียดชัง และ Fake News สามารถลุกลามได้รวดเร็วราวกับไฟลามทุ่งเช่นในปัจจุบัน