อังกฤษ คุมเข้ม “โอมิครอน” เร่งบูสเตอร์โดสเข็ม3 ก่อนปีใหม่

โดย PPTV Online

เผยแพร่

อังกฤษ ประกาศเริ่มต้นโครงการวัคซีนบูสเตอร์โดส ให้ปชช.อายุ 18 ปีขึ้นไป ฉีดวัคซีนเข็ม 3 หลังพบผู้ป่วยเพิ่มอีกกว่า 1,200 ราย

นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสันของอังกฤษ ประกาศว่า ขณะนี้อังกฤษกำลังเผชิญกับการระบาดของสายพันธุ์โอมิครอน และวัคซีน 2 โดส ไม่เพียงพอที่จะควบคุมการแพร่ระบาด ดังนั้นเขาจึงยกระดับโครงการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น หรือบูสเตอร์โดสซึ่งการประกาศดังกล่าวมีขึ้น หลังทางการยกระดับคำเตือนโควิดจากระดับ 4 ไปเป็นระดับ 5 โดยนายกฯ จอห์นสัน ระบุว่า โครงการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นควรจะไปเร็วขึ้น เพราะว่านักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่ทราบว่า โอมิครอนจะทำให้มีอาการรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์อื่นๆ ก่อนหน้าจริงหรือไม่

 

 

และเขาขอประกาศว่า ประชาชนในอังกฤษที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปต้องฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นก่อนปีใหม่นี้ สำหรับเมื่อวานนี้อังกฤษประกาศพบผู้ติดเชื้อโอมิครอนเพิ่ม 1,239  คน ส่งผลทำให้จำนวนผู้ป่วยโอมิครอนในอังกฤษเพิ่มเป็นกว่า 3,000 คนแล้ว แต่คาดว่าตัวเลขที่แท้จริงอาจจะสูงกว่านี้

ทั้งนี้ สำนักงานความมั่นคงด้านสุขภาพแห่งสหราชอาณาจักร เปิดเผยว่า การฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 เข็มที่ 3 สามารถป้องกันอาการป่วยที่ไม่รุนแรงจากสายพันธุ์โอมิครอนได้ประมาณ 70 – 75 เปอร์เซ็นต์ โดยอ้างผลการวิจัยเบื้องต้นจากการศึกษาในโลกแห่งความเป็นจริง

ในการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน จำนวน 581 คนพบว่า วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าหรือวัคซีนไฟเซอร์/ไบออนเท็ค จำนวน 2 เข็ม มีประสิทธิภาพป้องกันการติดเชื้อแบบแสดงอาการ ในระดับที่ต่ำกว่ามาก เมื่อเทียบกับประสิทธิภาพในการป้องกันสายพันธุ์เดลต้า

แต่เมื่อผู้ติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอน ได้รับวัคซีนไฟเซอร์ เป็นวัคซีนเข็มที่ 3 แล้วพบว่า ประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อแบบแสดงอาการในผู้ที่ได้รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าครบโดส จะอยู่ที่ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ ส่วนผู้ที่ได้รับวัคซีนไฟเซอร์มาแล้ว 2 เข็มก่อนหน้า ประสิทธิภาพจะอยู่ที่ 75 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่วัคซีนบูสเตอร์โดส ป้องกันการติดเชื้อจากสายพันธุ์เดลต้า ได้ราว 90 เปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ตาม สำนักงานความมั่นคงด้านสุขภาพแห่งสหราชอาณาจักร ย้ำว่า สายพันธุ์โอมิครอนมีความได้เปรียบในการแพร่เชื้อมากกว่าสายพันธุ์เดลต้า และมีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดการติดเชื้อซ้ำมากกว่าสายพันธุ์อื่นๆ ราว 3 – 8 เท่า

ขณะเดียวกันที่แอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นประเทศแรกที่ค้นพบสายพันธุ์โอมิครอน มีรายงานเมื่อวานนี้ว่า ประธานาธิบดีซีริล รามาโพซา ติดเชื้อโควิด 19 โดยหลังจากนี้ รองประธานาธิบดีจะเป็นคนปฏิบัติหน้าที่แทน เนื่องจากเขาต้องเข้ารับการรักษาตัว แต่รายงานชี้ว่า เขามีอาการป่วยเล็กน้อยเท่านั้น และมีกำลังใจที่ดี รวมถึงมีทีมแพทย์เฝ้าสังเกตการณ์อยู่อย่างใกล้ชิด

แถลงการณ์ระบุว่า ประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ได้ขอให้ประชาชนระมัดระวังตัว และเข้ารับการฉีดวัคซีน เพราะวัคซีนเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุดเพื่อไม่ให้อาการหนักและไม่ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล

ทั้งนี้ แอฟริกาใต้เข้าสู่การระบาดระลอกที่สี่แล้ว แต่ประชากรทั้งประเทศมีเพียงแค่ราว 25 เปอร์เซ็นต์ที่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว และมีราวๆ 30 เปอร์เซ็นต์ที่ได้รับวัคซีนหนึ่งเข็ม

ศบค.ไฟเขียวจัดปีใหม่ ก๊งเหล้าวันเคาท์ดาวน์ได้ถึงตี 1

ด้าน โจ พาอาลา (Joe Phaahla) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขแอฟริกาใต้ ระบุว่าแม้จำนวนผู้เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่อัตราผู้ป่วยรุนแรงยังมีทิศทางที่ดี แม้สายพันธุ์โอมิครอนจะทำให้ขณะนี้แอฟริกาใต้มีจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายใหม่สูงเกินวันละ 20,000 คน แล้ว เช่นเดียวกับ ริชาร์ด มิฮิโก (Richard Mihigo) ผู้จัดการโครงการพัฒนาภูมิคุ้มกันและวัคซีนขององค์การอนามัยโลกประจำทวีปแอฟริกาที่ระบว่าขณะนี้พบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนในทวีปแอฟริกาแล้วใน 10 ประเทศ แต่จากแนวโน้มทำให้เชื้อได้ว่าผู้ติดเชื้อจะมีอาการป่วยไม่รุนแรง

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ