สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวระบุว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของ สหรัฐฯ และประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียจะหารือทางโทรศัพท์ในช่วงเช้าวันเสาร์นี้ตามเวลาท้องถิ่น โดยการหารือระหว่างผู้นำสองประเทศมีขึ้นเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ สิ้นเดือนธ.ค.ปีที่แล้ว
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากเมื่อวานนี้ (11 ก.พ.) นายเจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯได้เรียกร้องให้ชาวอเมริกัน ออกจากยูเครน 48 ชั่วโมง เนื่องจากมีความเป็นได้ว่ารัสเซียอาจบุกยูเครนได้ทุกเมื่อ
รวมถึงการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวที่กำลังจะสิ้นสุดในวันที่ 20 ก.พ.นี้ และกองทัพมอสโกอาจเปิดฉากด้วยปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ ซึ่งจะทำให้การเดินทางออกจากประเทศหลังจากนั้นเป็นไปด้วยความยากลำบาก
นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า รัสเซียมีกองกำลังมากพอที่จะเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ในยูเครน และข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองยังบ่งชี้ว่า การโจมตีแบบสายฟ้าแลบพุ่งเป้ากรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน อาจเกิดขึ้นได้เช่นเดียวกัน แต่ยังไม่ชัดเจนว่า จนถึงตอนนี้ ประธานาธิบดีปูติน ตัดสินใจขั้นสุดท้ายให้เริ่มการรุกรานแล้วหรือไม่
ท่ามกลางความตึงเครียดบริเวณพรมแดนยูเครนและรัสเซีย กระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษ ออกคำแนะนำให้พลเรือนทุกคนออกจากยูเครน ในขณะที่ยังมีตัวเลือกเชิงพาณิชย์ให้บริการ และแนะนำให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังยูเครน
นอกจากสหรัฐฯ และอังกฤษ ยังมีเนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เอสโตเนีย และลัตเวียที่เรียกร้องให้พลเรือนเดินทางออกจากยูเครนด้วย
เช่นเดียวกับกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียที่ยอมรับว่ามีความเป็นไปได้ที่อาจต้องสั่งอพยพเจ้าหน้าที่ทางการทูตออกจากกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน โดยให้เหตุผลว่าไม่ต้องการให้เจ้าหน้าที่รัสเซียถูกใช้เป็นเครื่องมือยั่วยุให้เกิดความรุนแรง
ทั้งนี้ นาโต ได้ส่งกำลังทหารเพิ่มเติมไปยังประเทศสมาชิกในยุโรปตะวันออก ขณะที่อังกฤษได้สั่งทหารประมาน 1,000 นาย เตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์วิกฤตด้านมนุษยธรรมที่อาจเกิดขึ้นได้