เริ่มกันที่ตลาดนิวยอร์ค ไนเม็กซ์ปรับขึ้น 2.70 ดอลลาร์ หรือ +2.3% ปิดที่ 122.11 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรลล์
ส่วนที่ตลาดลอนดอน ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ปรับขึ้น 3.01 ดอลลาร์ หรือ +2.5% ปิดที่ 123.58 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรลล์ โดยทั้งสองตลาดเป็นราคาที่สูงที่สุดในรอบ 13 สัปดาห์
มาที่สิงคโปร์ ซึ่งเป็นราคาที่ไทยใช้อ้างอิง ราคาน้ำมันสำเร็จรูปสิงคโปร์ ขยับขึ้นอีก 3.56 ดอลลาร์ ไปอยู่ที่ 171.45 ดอลลาร์สหรัฐ จากราคาก่อนหน้า 167.89 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรลล์
สาเหตุการปรับตัวขึ้นของน้ำมันส่วนหนึ่งเป็นเพราะน้ำมันดิบจากรัสเซียหายไปจากตลาดอย่างน้อยวันละ 1 ล้านบาเรลล์อันเนื่องมาจากการคว่ำบาตรไม่ซื้อน้ำมันจากรัสเซียของชาติตะวันตก
การหันไปซื้อน้ำมันจากแหล่งอื่นส่งผลให้ความต้องการน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้นและนำมาสู่ภาวะการตรึงตัวด้านพลังงาน
ราคาที่สูงขึ้นจากน้ำมันอีกส่วนหนึ่งเกิดจากปริมาณน้ำมันในคลังสำรองของสหรัฐลดลง เนื่องจากสหรัฐมีการดึงน้ำมันในคลังสำรองมาใช้ เพื่อชดเชยการไม่ซื้อน้ำมันจากรัสเซีย
ปัจจัยสุดท้ายที่ทำให้ราคาน้ำมันตลากโลกสูงคือ ความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้นในจีนหลังจากการคลายล๊อคดาวน์ที่ปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ จะเห็นได้ว่ามีปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาน้ำมันสูงเป็นผลที่เกิดขึ้นจากสงครามในยูเครนมากกว่าเรื่องใดๆ
ก่อนหน้านี้มีการวิเคราะห์กันว่า ราคาน้ำมันจะคงสูงอยู่แบบนี้ตราบใดที่สงครามในยูเครนยังดำเนินต่อไป เหตุผลสั้นๆง่ายๆ นั่นก็คือ มีน้ำมันในตลาดน้อยลง แต่ความต้องการเท่าเดิมหรือเพิ่มมากขึ้น
ส่วนการคาดหวังว่าจะให้กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันอย่างโอเปกเพิ่มการผลิตเพื่อดึงราคาน้ำมันลงมาจะเป็นไปได้หรือไม่
ทางนี้ก็เป็นไปได้ และอันที่จริงเมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมากลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร หรือ โอเปกพลัส ตกลงเพิ่มการผลิตน้ำมันดิบสู่ตลาดโลกเป็น 648,000 บาร์เรลต่อวันแล้ว โดยจะเริ่มเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม
แต่ข่าวนี้ก็ไม่เพียงพอที่จะสกัดไม่ให้ราคาน้ำมันขยับต่อได้เนื่องจากปริมาณที่จะผลิตเพิ่มยังน้อยกว่าปริมาณน้ำมันของรัสเซียที่หายไปจากตลาด
ข้อมูลจากองค์การพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA ระบุว่าเมื่อปีที่แล้ว น้ำมันที่ส่งออกจากรัสเซียคิดเป็น 14% ของน้ำมันที่มีในตลาดโลก แต่มาตรการคว่ำบาตรรัสเซียโดยชาติตะวันตกได้ทำให้เกิดช่องว่างสำคัญในตลาด
เมื่อเดือนเมษายนรัสเซียลดการผลิตน้ำมันลงเกือบ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน และคาดว่าอาจถึง 3 ล้านบาร์เรลต่อวันในครึ่งหลังของปีนี้และถ้าเป็นเช่นนั้นจริงโอกาสที่จะเห็นราคาน้ำมันลดลงจึงค่อนข้างยาก
อีกหนึ่งข่าวร้ายที่เกิดขึ้นจากสงครามยูเครนคือ การคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่สภาวะถดถอย
ล่าสุด ธนาคารโลกหรือ World Bank ออกรายการคาดการณ์เศรษฐกิจโลก Global Economic Prospect Report หั่นตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกลงมาอยู่ที่ร้อยละ 2.9 จากที่เคยคาดการณ์ว่าจะเติบโตที่ร้อยละ 4.1
เป็นแนวโน้มที่น่าเป็นห่วง เพราะหากกลับไปดูตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกที่เมื่อปีที่แล้วอยู่ที่ร้อยละ 5.7 ถ้าปีนี้โตแค่ 2.9 นั่นแปลว่าลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง
เหตุผลสำคัญที่ธนาคารโลกปรับตัวเลขลงแรงมากเนื่องจากผลกระทบจากสงครามในยูเครนเป็นหลัก
ธนาคารโลกระบุว่า โลกของเรากำลังเข้าสู่ยุคของเศรษฐกิจอ่อนแอและเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ภาวะเช่นนี้เรียกว่า Stagflation นั่นคือ เศรษฐกิจหดตัวพร้อมๆกับเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจถดถอย ซึ่งเป็นภาวะที่คล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงยุค 1970
ทั้งนี้ในรายงานฉบับนี้ของธนาคารโลก ตัวเลขการคาดการณ์ลดต่ำลงเกือบทุกประเทศ เช่น สหรัฐจะเติบโตที่ร้อยละ 2.6 ต่ำกว่าจากที่เคยคาดการณ์ที่ 3.8 กลุ่มประเทศสหภาพยุโรปจะเติบโตที่ 2.5 ต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 4.2 ส่วนจีนจะเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 4.3 ลดลงเช่นกันจากที่เคยคาดไว้ที่ 5.1
สำหรับประเทศไทย ธนาคารโลกปรับลดอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน โดยคาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 2.9 จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 3.9