เมื่อวานนี้ (5 ก.ค.) รัฐมนตรีอาวุโสถึง 2 ท่านในรัฐบาลอังกฤษ คือ นายริชี สุนัค (Rishi Sunak) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายซาจิด จาวิด (Sajid Javid) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ยื่นหนังสือลาออกในเวลาไล่เลี่ยกันเพียง 10 นาที ตามมาด้วยบรรดารัฐมนตรีช่วยและเจ้าหน้าที่ผู้ช่วยรัฐมนตรีอีกหลายคน
ซึ่งเรื่องนี้กลายเป็นข่าวพาดหัวขึ้นหน้า 1 หนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับของอังกฤษในเช้าวันนี้
ซ้าย: ซาจิด จาวิด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข / กลาง: บอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรี / ขวา: ริชี สุนัค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ทั้งนายสุนัคและนายจาวิด ยังไม่ได้ออกมาแถลงชี้แจงถึงเหตุผลในการลงจากตำแหน่ง แต่จดหมายลาออกของทั้งคู่ มีเนื้อหาคล้ายคลึงกัน คือ โจมตีบทบาทความเป็นผู้นำของนายกฯ โดยบอกว่า นายจอห์นสันไม่ได้กำลังรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ประชาชนคาดหวังจะได้เห็นรัฐบาลที่มีความสามารถ บริหารงานอย่างจริงจังและถูกต้องเหมาะสม แต่รัฐบาลภายใต้การนำของเขา กลับเจอแต่เรื่องอื้อฉาวมากมายในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา จนกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประชาชน
การลาออกของ 2 รัฐมนตรี เกิดขึ้นไม่นาน หลังจากที่นายจอห์นสันออกมาให้สัมภาษณ์ ขอโทษกรณีแต่งตั้ง ส.ส. คริส พินเชอร์ เป็นรองประธานวิปรัฐบาล ทั้งที่นายพินเชอร์ถูกร้องเรียนเรื่องการประพฤติผิดทางเพศ โดยจอห์นสันยอมรับว่า เป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่หลวงของตน
ขณะที่ก่อนหน้านี้ นายจอห์นสันก็เพิ่งถูกตำรวจสอบสวน ฐานละเมิดมาตรการควบคุมโควิด-19 หลังมีหลักฐานว่าจัดงานปาร์ตี้ที่ทำเนียบนายกฯ หลายครั้ง ในช่วงที่ทั่วประเทศอยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์ จนเกิดกระแสเรียกร้องให้ลาออกจากตำแหน่ง เพราะล้มเหลวในการเป็นผู้นำ แต่เจ้าตัวยืนกรานปฏิเสธและยังรอดพ้นการลงมติไม่ไว้วางใจช่วงต้นเดือนที่แล้ว มาได้
บรรดานักวิจารณ์มองว่า นี่คือจุดจบของนายกฯ อังกฤษ ขณะที่พรรคแรงงาน ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน เรียกร้องให้รัฐมนตรีคนอื่น ๆ ลาออกตาม
แม้นายจอห์นสันจะส่งสัญญาณเดินหน้าต่อ ด้วยการแต่งตั้งรัฐมนตรีคลังและรัฐมนตรีสาธารณสุขคนใหม่ทันที แต่วันนี้ (6 ก.ค.) เขายังต้องเผชิญแรงกดดันชุดใหญ่ เพราะต้องเข้าชี้แจงต่อรัฐสภาเพื่อตอบข้อซักถาม และยังจะถูกซักฟอกจากประธานคณะกรรมาธิการรัฐสภาด้วย
ล่าสุด มีรายงานว่ารัฐมนตรีและผู้ช่วยลาออกเพิ่มอีกถึง 6 คน ซึ่งรวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
จากนี้ ต้องจับตาว่านายจอห์นสันจะสามารถรักษาตำแหน่งผู้นำรัฐบาลและผู้นำพรรคอนุรักษ์นิยม ไปได้ตลอดรอดฝั่ง จนกว่าจะถึงการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ ในปี 2025 หรือไม่
ภาพจาก AFP