ก่อนอื่นมาดูก่อนว่าราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นมาจากอะไร มาจาก 2 สาเหตุหลัก
อย่างแรกคือ ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นหลังโรคระบาดชะลอตัว โดยในช่วง โควิด-19 ระบาดหนักๆเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ความต้องการน้ำมันทั้งโลกลดลงประมาณร้อยละ 3
หลังจากโรงงานกลับมาเดินสายการผลิต คนกลับมาทำงาน กลับมาเดินทางความต้องการด้านพลังงานสูงขึ้น
เหตุผลที่ 2 คือ สงครามยูเครน หลังรัสเซียเข้ารุกรานยูเครนเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ มีการคว่ำบาตรน้ำมันจากรัสเซีย
รัสเซียคือประเทศที่ส่งออกน้ำมันมากเป็นอันดับ 2 ของโลก น้ำมันจากรัสเซียที่หายไปจากตลาดประมาณ 3 ล้านบาเรลต่อวันทำให้ราคาในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นเพราะปริมาณน้ำมันลดลงแต่ความต้องการสูงขึ้น
กลุ่มประเทศที่กระทบหนักมาที่สุดคือ เอเชียเพราะอะไร เพราะเอเชียคือกลุ่มประเทศที่น้ำเข้าน้ำมันสูงที่สุดในโลก
นี่คือ 5 อันดับแรกของประเทศที่นำเข้าน้ำมันดิบสูงที่สุดในโลก (ข้อมูลปี 2020)
อันดับหนึ่งคือ จีน
อันดับสอง อินเดีย
อันดับสาม เกาหลีใต้
อันดับสี่ สหรัฐฯ
อันดับ 5 ญี่ปุ่น
ทำไมเอเชียบริโภคน้ำมันเยอะมากกว่าภูมิภาคอื่น เหตุผลคือ ประชากรที่หนาแน่นกว่า และที่นี่เป็นฐานการผลิตที่สำคัญของโลก
ในวันที่ราคาน้ำมันสูง และค่าเงินที่อ่อนลง ทำให้ประเทศเหล่านี้ต้องใช้เงินที่มากขึ้นในการซื้อน้ำมันเท่าเดิม
ซ้ำร้ายกว่านั้น นอกเหนือจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้น พลังงานอีกตัวที่เอเชียพึ่งพาสูงคือ
นอกเหนือจากน้ำมัน หลายประเทศในเอเชียยังพึ่งพาหรือใช้ LNG สูงมาก แต่ในขณะนี้ LNG จำนวนมากถูกส่งหรือซื้อโดยประเทศในยุโรป
LNG ( Liquefied Natural Gas ) คืออะไร
คือ ก๊าซธรรมชาติ (Natural Gas) ที่ถูกแปรสภาพให้กลายเป็นของเหลว เพื่อให้ง่ายต่อการขนส่งซึ่งส่วนใหญ่เป็นการขนส่งทางเรือหรือรถบรรทุก และจะมีการทำให้ระเหยเปลี่ยนสถานะกลับมาเป็นก๊าซอีกครั้งก่อนการใช้งาน
เป็นพลังงานทางเลือกด้วย 2 เหตุผลคือ มีประสิทธิภาพสูงเพราะเผาไหม้สมบูรณ์ และ ราคาถูกกว่าน้ำมัน
ประเทศผู้ผลิตหลักคือ กาตาร์ ออสเตรเลียและสหรัฐ ส่วนผู้ซื้อหลักคือ ประเทศในเอเชีย เช่นญี่ปุ่น จีนและเกาหลีใต้
ในวันที่น้ำมันแพง ประเทศเหล่านี้หวังว่าจะหันมาใช้ LNG มากขึ้นแต่ปัญหาก็คือตอนนี้ LNG จำนวนมากถูกส่งไปที่สหภาพยุโรปแทน
สหภาพยุโรปกำลังเจอกับภาวะตึงตัวด้านพลังงานอย่างหนัก เพราะที่นี่พึ่งพาพลังงานจากรัสเซียสูงมาก โดยก๊าซธรรมชาติร้อยละ 40 ที่ยุโรปใช้มาจากรัสเซีย น้ำมันที่ยุโรปใช้ร้อยละ 27 มาจากรัสเซีย
เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา รัสเซียลดการส่งหรือยุติการส่งก๊าซธรรมชาติให้กับหลายประเทศในยุโรปเพื่อตอบโต้ที่ถูกคว่ำบาตร
สหภาพยุโรปอัดกลับรัสเซียว่านี่คือการเอาพลังงานมาแบล็คเมลข่มขู่ ก่อนเร่งหาพลังงานจากที่อื่นมาทดแทน หนึ่งในพลังงานที่ยุโรปเอามาทดแทนคือ LNG
วันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา เออร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เดินทางไปยังกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ เพื่อทำข้อตกลงซื้อก๊าซธรรมชาติจากอิสราเอล
เซ็นสัญญาซื้อกับรัฐบาลอิสราเอล แต่ดีลนี้มีประเทศอียิปต์เข้าร่วมด้วย เพราะก๊าซธรรมชาติจะถูกส่งจากอิสราเอลมาแปรสภาพให้เป็นของเหลวที่อียิปต์ก่อนจะขนส่งต่อมาที่สหภาพยุโรป
ก่อนหน้านั้น 20 พฤษภาคม โรเบิร์ต ฮาเบค รัฐมนตรีเศรษฐกิจของเยอรมนีบินไปที่การ์ตา ประเทศผู้ผลิต LNG รายใหญ่ที่สุดของโลกเพื่อเซ็นสัญญาซื้อ LNG จากที่นั่น
การระดมซื้อก๊าซ LNG ของยุโรปเพื่อปลดแอกการพึ่งพาพลังงานจากรัสเซีย ทำให้ประเทศในเอเชียนำเข้า LNG ได้น้อยลง
อินเดียนำเข้า LNG ได้น้อยลงร้อยละ 14 ส่วนจีนนำเข้าลดลงร้อยละ 22ปริมาณน้ำมันตลาดโลกที่ตึงตัว ความต้องการพลังงานอย่างก๊าซ LNG ที่เพิ่มขึ้นในประเทศยุโรป กำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อประเทศในเอเชีย
ปากีสถานต้องงดส่งไฟฟ้า 12 ชั่วโมงต่อวัน อินเดียประสบปัญหาไฟฟ้าดับนานขึ้น ต่อวันจะเจอไฟฟ้าดับประมาณ 2-8 ชั่วโมง
ส่วนในญี่ปุ่น ถึงแม้จะมีเงินซื้อ แต่ภาวะพลังงานตลาดโลกที่ตึงตัวทำให้ต้องระมัดระวังในการใช้ตั้งแต่เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลออกมาขอร้องให้ประชาชนใช้ไฟฟ้าน้อยลง ลดการใช้เครื่องปรับอากาศ ท่ามกลางอากาศที่ร้อนจัดผิดปกติในปีนี้ ชาวญี่ปุ่นหลายคนบอกไม่มีทางเลือก ในสถานการณ์เช่นนี้ต้องเชื่อฟังรัฐบาล
ส่วนที่หนักที่สุดคือ ศรีลังกา
ศรีลังกากำลังเจอกับสภาวะเศรษฐกิจที่เลวร้ายที่สุดรอบกว่า 70 ปี
เงินทุนสำรองระหว่างประเทศไม่เหลือ ขาดแคลนเงินสกุลต่างประเทศในการซื้อพลังงานทำให้ต้องมีการปันส่วนใช้พลังงานมหลายเดือนแล้ว ลามไปถึงภาวะขาดแคลนอาหารและยา ก่อให้เกิดการประท้วงใหญ่ของประชาชนและการเปลี่ยนแปลงผู้นำ
เมื่อวันที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา รัฐบาลออกมาตรการที่เข้มมากขึ้นหลังเหลือพลังงานใช้ต่ออีกไม่กี่วัน ด้วยการจำกัดการขายน้ำมันและก๊าซธรรมชาติให้การบริการที่จำเป็นอย่างบริการสาธารณสุขและขนส่งสาธารณะเท่านั้น โดยมาตการนี้บังคับใช้ 2 สัปดาห์จนถึงวันที่ 10 กรกฎาคม
ประชาชนคนธรรมดาที่ไม่สามารถซื้อน้ำมันหรือก๊าซได้ ต้องหันกลับมาใช้พลังงานดั้งเดิมอย่างถ่าน
ที่ผ่านมารัฐบาลศรีลังกาพยายามแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจด้วยการพิมพ์เงินรูปีเพิ่มอัดเข้าไปในระบบ อย่างไรก็ตามเมื่อวานนี้นายกรัฐมนตรีรานิล วิกรมสิงเห บอกว่าจะมีการพิจารณาทบทวนนโยบายนี้ หลังอัตราเงินเฟ้อของศรีลังกาพุ่งไปถึงร้อยละ 60 ซึ่งถือเป็นอัตราเงินเฟ้อที่สูงที่สุดในเอเชีย ตอนนี้สภาวะเงินเฟ้อกำลังเป็นปัญหาของทั่วโลก
เมื่อวานนี้หลายประเทศประกาศตัวเลขเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง ตั้งแต่ประเทศในยูโรโซน จนถึงเกาหลีใต้ที่สูงที่สุดในรอบ 20 ปี รวมถึงเงินเฟ้อของไทยที่สูงที่สุดในรอบ 13 ปี
เงินเฟ้อที่พุ่งสูงก่อให้เกิดความกังวลว่าจะก่อให้เกิดสภาวะถดถอย โดยเฉพาะหากประเทศต่างๆใช้มาตรการขึ้นดอกเบี้ยเข้าสกัดเงินเฟ้อ
ความกังวลว่าเศรษฐกิจจะถดถอย ซึ่งจะส่งผลให้ความต้องการใช้พลังงานลดลง ทำให้เมื่อคืนที่ผ่านมาราคาน้ำมันตลาดโลกปรับลดลง
เมื่อคืนที่ผ่านมา น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสและเบรนท์ทะเลเหนือปรับลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นมา
เวสต์เท็กซัสสำหรับส่งมอบเดือนสิงหาคมลดลงถึง 8.24 เปอร์เซนต์ 8.93 ดอลล่าร์สหรัฐต่อ 1 บาเรลมาเหลือ 99.50 ดอลล่าร์สหรัฐต่อ 1 บาเรล
ส่วนเบรนท์ลดลงเกือบ 9.5 เปอร์เซนต์ หรือ 10.73 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรล มาอยู่ที่ 102.77 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 บาเรล นี่คือผลที่เกิดจากความกังวลว่าเศรษฐกิจจะถดถอย ถือว่าเป็นการลดลงในวันเดียวที่มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม
ส่วนนำมันสำเร็จรูปตลาดสิงคโปร์ปรับลดลงเช่นเดียวกันที่ 2.11 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 158.32 ดอลลาร์ จากราคาก่อนหน้า 160.43 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรลล์
โดย Citigroup ซึ่งเป็นสถาบันการเงินชั้นนำของโลกคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันตลาดโลกอาจลงมาอยู่ที่ 65 ดอลลาร์สหรัฐในปลายปีนี้ หากเกิดสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวหรือถดถอยในอัตราที่เป็นอยู่ต่อเนื่อง