ปี 2011 กระแสการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เรียกว่าปรากฎการณ์อาหรับสปริง พัดกระจายไปในหลายประเทศของแอฟริกาเหนือและตะวันออกกลาง
ต้นเหตุมาจากเศรษฐกิจที่บีบคั้น อัตราการว่างงานที่สูง การทุจริต และการขาดเสรีภาพทางการเมือง เริ่มจากตูนีเซีย อียิปต์ ลิเบีย จนมาถึงซีเรีย
ชาวซีเรียจำนวนมหาศาลออกมาประท้วงขับไล่ประธานาธิบดีบาร์ซา อัล อัสซาด ก่อนที่จะถูกปราบปรามอย่างรุนแรง
กลุ่มต่อต้านรัฐบาลจึงจับอาวุธขึ้นสู้ เกิดเป็นกบฎหลายสิบ หลายร้อยกลุ่ม กลายเป็นสงครามกลางเมือง
สถานการณ์ซับซ้อนมากขึ้นเมื่อสงครามไม่ได้เป็นการเผชิญหน้าระหว่างรัฐบาลซีเรียและฝ่ายต่อต้านอีกต่อไป แต่กลายเป็นสงครามตัวแทนของมหาอำนาจ
อิหร่านกระโดดเข้าสนับสนุนฝั่งประธานาธิบดีอัลอัสซาด ส่งทั้งเงินและกำลังทหารที่ประกอบไปด้วยนักรบนิกายชีอะห์ และกลุ่มเฮซบอลเลาะห์เข้าช่วยกองกำลังรัฐบาลซีเรียรบกับกลุ่มกบฎ
ส่วนศัตรูหมายเลข 1 ของอิหร่านในภูมิภาคอย่างซาอุดีอาระเบียให้การสนับสนุนทางการเงินกลุ่มกบฎหลายกลุ่ม
ขณะที่สหรัฐฯ สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส ซึ่งหวั่นเกรงกับการขยายอำนาจของอิหร่านเข้าสนับสนุนกลุ่มกบฎที่มีแนวคิดสายกลาง มีทั้งนักรบอาหรับและชาวเคิร์ดที่เรียกว่า กองกำลังประชาธิปไตยซีเรียหรือ SPD โดยสหรัฐมีการส่งกำลังทหารเข้าไปช่วยกลุ่มนี้ด้วย
ซ้ำด้วยการก่อกำเนิดขึ้นของกลุ่มไอซิส กลุ่มติดอาวุธสุหนี่ก่อกำเนิดมากจากความไม่พอใจที่สหรัฐบุกอิรัก ใช้จังหวะที่ซีเรียเกิดสุญญากาศทางการเมืองเนื่องจากการสู้รบระหว่างกองกำลังรัฐบาลและฝ่ายต่อต้าน ยึดเมืองใหญ่อย่างรักกาและตั้งเป็นฐานบัญชาการสำคัญ
ในสถานการณ์เช่นนี้ ฝ่ายรัฐบาลซีเรียที่หนุนโดยอิหร่าน และฝ่ายกบฎที่หนุนโดยสหรัฐและซาอุจึงมีไอซิสเป็นศัตรูร่วม กลุ่มไอซิสจึงถูกไล่บดขยี้จากทั้งสองฝั่ง
อีกผู้เล่นหนึ่งที่เข้ามาคือรัสเซีย
รัสเซียเข้ามาเมื่อปี 2015 โดยเลือกอยู่ข้างประธานาธิบดีอัลอัสซาด เพราะต้องการปกป้องผลประโยชน์ของตนเองนั่นก็คือ ท่าเรือทาร์ทัส ที่บิดาของประธานาธิบดีอัลอัสซาดเป็นผู้ทำข้อตกลงให้รัสเซียเช่าท่าเรือนี้ตั้งแต่ปี 1977 ในทางยุทธศาสตร์ ท่าเรือนี้สำคัญมาก เพราะที่นี่คือฐานทัพเพียงแห่งเดียวของรัสเซียบนทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
รัสเซียเข้าช่วยประธานาธิบดีอัลอัสซาดด้วยการโจมตีฐานที่มั่นของกลุ่มกบฎอย่างหนักโดยเฉพาะที่เมืองอเลปโปที่พังทะลายย่อยยับจากปฎิบัติการอากาศของรัสเซีย
และนั่นเป็นจุดเปลี่ยนสงคราม รัฐบาลอัลอัสซาดได้เปรียบขึ้นมาก สหรัฐและซาอุดิอารเบียเริ่มถอนตัวจากการสนับสนุนกลุ่มกบฎ
ส่วนไอซิสก็ถูกปราบหนักจนสูญเสียฐานที่มั่นจนหมด โดยในการปราบไอซิส สหรัฐมีกลุ่มเคิร์ด YPG เป็นกำลังช่วยที่สำคัญ
ตุรกีไม่พอใจที่สหรัฐเป็นพันธมิตรกับเคิร์ด YPG เพราะสำหรับตุรกี เคิร์ด YPG และเคิร์ดทุกๆกลุ่มคือศัตรูและเสี้ยนหนามที่ต้องถูกกำจัด
ตุรกีเกลียดชังเคิร์ดมากจนถึงกับใช้เป็นเงื่อนไขต่อรองในคราวที่ฟินแลนด์และสวีเดนต้องการเข้าเป็นสมาชิกนาโตเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
โดยประธานาธิบดีเออร์โดกันของตุรกีระบุว่า ไม่สามารถยกมือให้ฟินแลนด์และสวีเดนเป็นสมาชิกนาโตได้เนื่องจากทั้งสองชาตินี้ให้ที่พักพิงชาวเคิร์ดที่เขาถือว่าเป็นกลุ่มก่อการร้าย
และถึงแม้จะไกล่เกลี่ยกันได้จนตุรกียอมร่วมกับชาตินาโตอีก 29 ชาติออกคำเชิญอย่างเป็นทางการให้สวีเดนและฟินแลนด์เข้าเป็นสมาชิกในการประชุมสุดยอดผู้นำนาโตเมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาแล้ว
แต่ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผู้นำตุรกีประกาศว่า เขายังสามารถขัดขวางกระบวนการเป็นสมาชิกได้หากสวีเดนและฟินแลนด์ไม่เลิกช่วยเหลือชาวเคิร์ด
ทำไมตุรกีจึงเกลียดเคิร์ด
เคิร์ดคือกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีประชากรประมาณ 40 ล้านคน ประจัดกระจายอยู่ในตุรกี ซีเรีย อิรัก อิหร่าน
มากที่สุดคือในตุรกีซึ่งมีชาวเคิร์ดอยู่ถึง 20 ล้านคน หรือคิดเป็นประชากร 1 ใน 4 ของประชากรที่มีอยู่ 78 ล้านคน พวกเขาถูกกีดกันไม่ให้แสดงอัตลักษณ์ของตนเอง การถูกกดนำไปสู่การก่อตั้งพรรคที่ชื่อ PKK หรือ Kurdistan Worker’s Party มีเป้าหมายเพื่ออิสระภาพ
ส่วนในซีเรีย ชาวเคิร์ดที่นั่นมีกองกำลังเช่นเดียวกันคือ กลุ่ม YPG ที่กลายมาเป็นพันธมิตรของสหรัฐเพื่อร่วมในภารกิจปราบปรามไอซิส
หลังปราบไอซิสสำเร็จ กองกำลัง YPG แข็งแกร่ง และยึดพื้นที่ทางตอนเหนือของซีเรียได้พร้อมที่จะก่อตั้งเป็นรัฐอิสระ
นี่เป็นความเคลื่อนไหวที่ตุรกีไม่พอใจเนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวติดกับชายแดนตุรกีและอาจทำให้เกิดการลุกฮือของเคิร์ดในตุรกีที่นำโดย PKK ได้
ตุรกีต้องการปราบ YPG มาตลอดแต่ทำอะไรไม่ถนัดเพราะสหรัฐหนุนหลังอยู่
จนกระทั่งปี 2019 สหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เปลี่ยนนโยบาย ประกาศถอนทหารจากภาคเหนือของซีเรียหลังปราบ ISIS สำเร็จ
ชาวเคิร์ดรู้ดีว่า ทันทีที่ไม่มีเงาของกองทัพสหรัฐฯ ในพื้นที่ พวกเขาจะถูกตุรกีบดขยี้อย่างแน่นอนและก็เป็นเช่นนั้นจริง
ไม่ถึงสัปดาห์หลังสหรัฐถอนทหาร กองทัพตุรกีเคลื่อนพลถล่มเคิร์ดทางตอนเหนือของซีเรียอย่างหนักหน่วง
กลุ่ม YPG หันไปขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลซีเรียและรัสเซีย และทั้งคู่ได้ยอมนำกองกำลังเข้ามาบริเวณชายแดนจัดตั้ง Safe Zone ขึ้นมาเพื่อป้องกันไม่ให้กองทัพตุรกีเข้ามา
แน่นอนว่านี่ทำให้ตุรกีไม่พอใจ ตุรกีต้องการถอนรากถอนโคน YPG ด้วยการใช้กำลังทางการทหาร แต่ตอนนี้มีรัสเซียขวางอยู่
นี่จึงเป็นที่มาของการพูดคุยของผู้นำอิหร่าน รัสเซียและตุรกีที่กำลังเกิดขึ้นที่กรุงเตหะรานของอิหร่านในวันนี้