สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ประมุขแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิก เสด็จถึงแคนาดาแล้ว โดยเครื่องบินส่วนพระองค์เดินทางถึงเมืองเอ็ดมอนตัน จังหวัดอัลเบอร์ต้า
ในการนี้ แมรี่ ไซมอน ผู้ตรวจราชการในสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สอง ให้การต้อนรับโป๊ปฟรานซิส และนายกรัฐมนตรี จัสติน ทรูโด ก็เดินทางมาเข้าเฝ้าด้วย
ในพิธีต้อนรับที่จัดขึ้น มีการแสดงสั้นๆ จากกลุ่มชนพื้นเมือง ซี่งสวมใส่เสื้อผ้าแบบชนพื้นเมืองดั้งเดิม
และบรรดาผู้นำกลุ่มได้นำของขวัญมามอบให้แก่โป๊ปฟรานซิสด้วย โดยพระองค์ยังได้ทรงพูดคุยกับผู้นำกลุ่มชนพื้นเมืองด้วย
“อีลอน มัสก์” งานเข้า! ถูกกล่าวหาเป็นชู้กับภรรยาของผู้ก่อตั้ง Google
เมียนมาประหารชีวิต อดีต ส.ส.-นักเคลื่อนไหวทางการเมืองแล้ว
ส่วนในวันนี้ โป๊ปฟรานซิสจะเสด็จเยือนอดีตโรงเรียนประจำ และจะพบกับกลุ่มชนพื้นเมืองของแคนาดาอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ พระองค์จะเสด็จไปยังเมืองคิวแบค และอีคาลูอิต เมืองหลวงของดินแดนนูนาวุตในประเทศแคนาดา ก่อนจะเสด็จกลับนครวาติกันในวันศุกร์
รายงานระบุว่า การเสด็จเยือนแคนาดาครั้งนี้ของโป๊ปฟรานซิส พระองค์ทรงมาในนามของโบสถ์โรมันคาทอลิกที่ต้องการขออภัยต่อกรณีการไปพบศพเด็กๆชนพื้นเมืองท้องถิ่นในโรงเรียนประจำหลายแห่ง ซึ่งโรงเรียนเหล่านั้นส่วนใหญ่บริหารงานและดูแลโดยโบสถ์คาทอลิก
โดยก่อนที่พระองค์จะเสด็จมายังแคนาดา ทรงประทานสัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวสั้นๆ ก่อนเครื่องบินจะออกเดินทางว่า นี่คือทริปแห่งการสำนึกผิด
อย่างไรก็ตาม เมื่อวานนี้ บรรดาผู้นำกลุ่มชนพื้นเมืองเฟิร์สเนชั่น (First Nations) แสดงความผิดหวังเล็กน้อยกับกำหนดการเสด็จเยือนแคนาดาของโป๊ปฟรานซิส โดยมองว่า เป็นการกำหนดเพียงฝ่ายเดียวมาจากทางโบสถ์คาทอลิก
ขณะที่วิกตอเรีย อาร์แกนด์ หนึ่งในผู้นำชนพื้นเมืองมองว่า จริงๆ แล้วประมุขแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิกควรจะเสด็จมาแคนาดาก่อนหน้านี้หลายปีแล้ว
ทั้งนี้ กลายเป็นข่าวที่สะเทือนขวัญ เมื่อมีการไปตรวจพบศพของเด็กชนพื้นเมืองหลายร้อยคนใต้โรงเรียนประจำ ที่มีไว้สำหรับให้ชนพื้นเมืองเข้ามาเรียนเพื่อปรับตัวในแคนาดา ซึ่งโรงเรียนเหล่านี้เป็นโรงเรียนภาคบังคับที่บริหารและดูแลโดยรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ทางการด้านศาสนาในช่วงศตวรรษที่ 19 และ 20
รายงานระบุว่า ระหว่างปี 1863-1998 มีเด็กชนพื้นเมืองมากกว่า 150,000 คน ถูกพรากจากครอบครัวและนำไปเข้าเรียนโรงเรียนประจำ แต่เด็กๆ ไม่ได้รับอนุญาตให้พูดภาษาหรือปฏิบัติตามวัฒนธรรมของชนเผ่าตนเอง และยังพบว่าหลายคนถูกทารุณและล่วงละเมิดด้วย
โดยนายกรัฐมนตรีทรูโด เคยเปิดเผยถึงกรณีนี้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้าเป็นเครื่องย้ำเตือนที่เจ็บปวดของประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งอันน่าละอายของแคนาดา