24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินปรากฎตัวทางโทรทัศน์แห่งชาติ ประกาศสิ่งที่เรียกว่า “ปฏิบัติการพิเศษทางการทหาร” ต่อยูเครน โดยให้เหตุผลสั้นๆว่า ไม่มีทางเลือกใดแต่จำเป็นต้องป้องกันตัวเองจากภัยคุกคามที่เกิดขึ้นจากยูเครนยุคใหม่
รัสเซียกรีฑาทัพอันเกรียงไกรเข้ายูเครนตามแผนที่วางไว้ ตีโอบล้อมจาก 3 ด้าน ทั้งทางตะวันออก เหนือและใต้ เป้าหมายคือ ยึดเมืองหลวงของยูเครน ล้มล้างรัฐบาลของประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกีให้ได้
เมืองใหญ่ของยูเครนตั้งแต่ตะวันออกอย่างคาร์คีฟ เรื่อยยาวจนถึงทางใต้อย่างโอเดสซาถูกมิสไซล์ถล่มแบบไม่ยั้งที่เคียฟ เมืองหลวง ไซเรนเตือนภัยดังก้องสลับกับเสียงระเบิดและเพลิงที่ลุกไหม้ ผู้คนพากันอพยพหนีตาย หลบซุกตัวอยู่ในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน หลุมหลบภัยขบวนรถหุ้มเกราะยาวเหยียดกว่า 64 กิโลเมตรของรัสเซียตะลุยเข้ามาจ่อคอหอย ห่างจากกรุงเคียฟเพียง 40 กิโลเมตรเท่านั้น
ประเมินจากสถานการณ์และกำลังทางการทหาร ยูเครนน่าจะพ่ายอย่างง่ายดาย เมืองหลวงของประเทศกำลังจะแตกตามแผนการณ์ที่ประธานาธิบดีปูตินวางไว้
แต่การปรากฏตัวของประธานาธิบดีเซเลนสกีในวันที่ 2 ของสงครามบ่งชี้ว่า รัสเซียประเมินผิด ยูเครนโต้กลับอย่างดุเดือดด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีอยู่ การฮึดสู้ของยูเครนทำให้อาวุธจากชาติพันธมิตรหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย
1 เดือนผ่านไป กองทัพรัสเซียถอยร่นกลับไปตั้งหลักที่แนวชายแดน ก่อนจะประกาศทำสงครามในเฟสที่ 2 มุ่งยึดพื้นที่เฉพาะทางภาคใต้และภาคตะวันออกของยูเครน
ชาติตะวันตกระดมส่งอาวุธมามากขึ้นอีก ยูเครนต้านทานแสนยานุภาพของรัสเซียได้มากและนานขึ้น สงครามถูกลากยาวมาเป็นเวลา 6 เดือน 10 ล้านคนจากประชากรที่มีอยู่ 44 ล้านคนต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัย ที่ยังอยู่ต้องปรับตัว
ในวันนี้คาร์คีฟ เมืองใหญ่อันดับ 2 ของยูเครนยังคงตกเป็นเป้าโจมตีป้ายรอรถประจำทางทุกจุดของเมืองจึงถูกปรับให้กลายสภาพเป็นบังเกอร์ หลังถูกถล่มด้วยขีปนาวุธและทำให้คนที่รอรถแบบนี้เสียชีวิตหลายรายแล้ว การปรับเปลี่ยนแบบนี้ทำให้ชาวเมืองสบายใจขึ้น
บังเกอร์ตั้งตระหง่านกลางเมืองให้เดินเข้า ๆ ออกๆ ทุกวันเป็นความคุ้นชิน ผู้คนจำต้องปรับตัวอยู่กับสงครามเพื่อรักษาชีวิตให้อยู่รอดปลอดภัย
ส่วนนี่คือโรงพยาบาลแม่และเด็กแห่งหนึ่งในเมืองมิโคลายิฟทางตอนใต้ อีกเมืองที่เป็นเป้าหมายสำคัญของรัสเซีย
อุปกรณ์ทางการแพทย์ เตียงและคนไข้ถูกย้ายลงมาอยู่ชั้นใต้ดินเกือบ 5 เดือนแล้ว ทุกครั้งที่มีเสียงไซเรนดังขึ้น บรรดาคนท้อง คนไข้ จะรีบเร่งย้ายหลบลงมาอยู่ในนี้ ผนังกระด้างของอิฐเปลือย ข้าวของเครื่องใช้ตามมีตามเกิดและแสงไฟที่สลัวราง
ท่ามกลางอุณหภูมิที่เย็นและแสงที่น้อยกว่าปกติ หญิงสาวชาวยูเครนหลายคนคลอดลูกในห้องใต้ดินนี้ นาตาลี คุณแม่มือใหม่บอกว่ามีความสุข
ในยามสงครามที่ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากและเสี่ยงตาย ท่ามกลางเสียงระเบิดหวีดหวิว อย่างน้อยที่สุด ตัวเธอเองยังแข็งแรงมีลมหายใจ ลูกสาวตัวน้อย ๆ ที่ถือกำเนิดมาอย่างปลอดภัย เป็นเสมือนความหวังและเหตุผลในการมีชีวิตอยู่ต่อไป
ไกลออกไปไม่มากจากโรงพยาบาลแม่และเด็ก ที่นี่คือชีวิตของทหารในแนวหน้าสงคราม หลุมบังเกอร์มีแสงส่องสว่างรำไร บรรดาทหารที่เหนื่อยล้าเอนกายลงบนเตียงสนามสองชั้นในห้องแคบ ๆ หลังกลับจากการลาดตระเวน เกือบทุกคนมีอาชีพอย่างอื่นก่อนมาจับปืน พวกเขาแทบจำไม่ได้ว่านานเท่าใดแล้วที่ต้องกรำศึกสงคราม แต่ก็หวังไว้ว่าจะต้องมีชีวิตแบบนี้อีกไม่นาน
6 เดือนผ่านไป ชีวิตของผู้คนในสงครามเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิงในแทบทุกมิติ 6 เดือนที่อาจจะผ่านไปอย่างรวดเร็วสำหรับคนภายนอก แต่กับชาวยูเครน นี่เป็นช่วงเวลาที่ยื้ดเยื้อยาวนาน
แต่ถึงกระนั้น ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป เพราะใต้ความเหนื่อยล้าและความเจ็บปวด ชีวิตก็ยังเป็นชีวิตที่มีความหวัง