จีนปรับขึ้นระดับ คำเตือนไต้ฝุ่นหมุ่ยฟ้า

โดย PPTV Online

เผยแพร่

จีนปรับการยกระดับการแจ้งเตือนไต้ฝุ่นหมุ่ยฟ้าสู่ระดับสีส้ม หรือระดับเกือบสูงสุด หลังคาดการณ์ว่าพายุไต้ฝุ่นลูกนี้จะพัดขึ้นฝั่งมณฑลเจ้อเจียงในวันนี้

เมื่อวานนี้ศูนย์อุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของจีนประกาศยกระดับการแจ้งเตือนไต้ฝุ่นหมุ่ยฟ้า (Muifa) ซึ่งพายุไต้ฝุ่นลูกที่ 12 ของปีนี้  สู่ระดับสาม หรือระดับสีส้ม ซึ่งเป็นระดับเกือบสูงสุด หลังคาดการณ์ว่าไต้ฝุ่นหมุ่ยฟ้า ซึ่งพายุไต้ฝุ่นลูกที่ 12 ของปีนี้ จะเคลื่อนตัวพัดขึ้นชายฝั่งมณฑลเจ้อเจียง ทางตะวันออกของประเทศในวันนี้ (14 ก.ย.) 

 ศูนย์อุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของจีน ระบุว่า ลมกระโชกแรงจะพัดขึ้นพื้นที่บริเวณชายฝั่งของเกาะไต้หวัน มณฑลเจ้อเจียง มณฑลฝูเจี้ยน เซี่ยงไฮ้ และมณฑลเจียงซูไปจนถึงช่วงบ่ายของวันนี้ 

 

พร้อมคาดการณ์ว่าจะมีฝนตกหนักในอีกหลายพื้นที่ในช่วงสามวันข้างหน้าด้วย

ทั้งนี้ศูนย์อุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของจีนได้แนะนำให้พื้นที่ต่างๆ เตรียมการฉุกเฉินเพื่อรับมือกับพายุไต้ฝุ่นลูกนี้ พร้อมขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางระหว่างช่วงที่มีลมแรงและฝนตก ขณะที่หน่วยงานจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินแห่งชาติของจีนได้สั่งการให้ชาวประมงนำเรือกลับไปเทียบท่าที่ท่าเรือ และเคลื่อนย้ายผู้ที่อาจได้รับผลกระทบไปยังที่ปลอดภัย รวมถึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติการในพื้นที่ทางทะเลอพยพขึ้นฝั่ง

ส่วนเกาะอิชิงากิ (Ishigaki) ในจังหวัดโอกินาวา ทางตอนใต้ของญี่ปุ่นก็เผชิญกับพายุไต้ฝุ่นหมุ่ยฟ้าเช่นเดียวกัน โดยอิทธิพลของไต้ฝุ่นหมุ่ยฟ้าทำให้เกิดฝนตกหนัก และลมแรง  ขณะที่สำนักงานกรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นได้ออกคำเตือนเกี่ยวกับคลื่นสูงอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ ไต้ฝุ่นหมุ่ยฟ้าเคลื่อนตัวขึ้นพัดถล่มญี่ปุ่นตามหลังพายุไต้ฝุ่นหินหนามหน่อ ซึ่งพัดถล่มในพื้นที่บางส่วนของบนเกาะคิวชู ทางตะวันตกของประเทศ ซึ่งอิทธิพลของไต้ฝุ่นหินหนามหนอ ส่งผลให้เกิดฝนตกหนัก และทำให้ทางการต้องสั่งยกเลิกเที่ยวบิน

ส่วนความเคลื่อนไหวขององค์การสหประชาชาติ (UN) เมื่อวานนี้ได้เปิดเผยรายงาน “Uniting in Science” ซึ่งเป็นรายงานเกี่ยวกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ที่จัดทำโดย องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO)  

โดยรายงานระบุว่า สถานการณ์ความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่บรรดาผู้นำโลกต่างล้มเหลวในการจัดการภาวะโลกร้อน

นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ได้เตือนว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้เกิดผลกระทบร้ายแรงแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน พร้อมระบุว่า คลื่นความร้อนในยุโรป น้ำท่วมครั้งใหญ่ในปากีสถาน  และภัยพิบัติครั้งใหม่นี้ไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แม้ว่าการปล่อยมลพิษจะลดลงในช่วงล็อกดาวน์โควิด-19 แต่การปล่อยมลพิษโลกร้อนได้เพิ่มสูงขึ้นเกินระดับก่อนเกิดโรคระบาด

ทั้งนี้ จากข้อมูลเบื้องต้น ระบุว่า การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลกในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ สูงกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปี 2019 ถึง 1.2 % ขณะที่อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกอบอุ่นขึ้น 1.1 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม

ด้านนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าค่าเฉลี่ยอุณหภูมิผิวโลกรายปีจะอบอุ่นขึ้น โดยอุณหภูมิเฉลี่ยจะอยู่ระหว่าง 1.1 - 1.7 องศาเซลเซียส ไปจนถึงปี 2026 

อย่างไรก็ตามภายในสิ้นศตวรรษนี้ หากไม่มีการดำเนินการจัดการโลกร้อนอย่างจริงจัง คาดว่าอุณหภูมิผิวโลกอาจพุ่งสูงถึง 2.8 องศาเซลเซียส ซึ่งตรงนี้จะทำให้ประชากรเกือบครึ่งโลกตกอยู่ในความเสี่ยงสูงที่ได้รับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ความร้อน ภัยแล้ง ไฟป่า และพายุ

"ยูเครน" เผย ยึดคืนพื้นที่จากรัสเซียเพิ่ม 8,000 ตารางกิโลเมตร

เตือนแล้วนะ ! อย่าลืมเริ่มใช้สิทธิคนละครึ่งเฟส 5

เคลื่อนย้ายพระบรมศพ ควีนเอลิซาเบธที่ 2 กลับลอนดอน

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

เข้มข่าวค่ำ

เข้มข่าวค่ำ

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ