เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาการผนวกดินแดนยูเครนของรัสเซีย อาจเป็นการเดินหมากที่ทำให้ประธานาธิบดีปูตินต้องเสียพันธมิตร
ล่าสุด ประเทศที่เคยเป็นกลางหรือเอนเอียงมาทางรัสเซีย ทยอยเปลี่ยนท่าที ขณะที่สหรัฐฯ ประกาศมอบความช่วยเหลือทางการทหารเพิ่มให้ยูเครน รวมถึงจะส่งขีปนาวุธแบบหลายลำกล้องพิสัยไกลอย่างไฮมาร์ส (HIMARS) ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวเปลี่ยนเกมสงครามให้ยูเครนเพิ่มอีก 4 ตัว
ความคืบหน้าในการรุกยึดคืนพื้นที่ของยูเครน เริ่มกันที่ภาคใต้ ทั้งสองฝ่ายยังคงปะทะกันอย่างดุเดือดถึง 4 จุดบริเวณพื้นที่ตรงปีกตะวันตกของแม่น้ำดนีเปอร์และจากแผนที่จะเห็นได้ว่าตอนนี้ฝั่งยูเครนเริ่มตีวงล้อมกองทัพรัสเซียในพื้นที่ปีกตะวันตกได้แล้ว สังเกตได้จากพื้นที่สีฟ้าทางตอนเหนือของแคว้นเคอร์ซอน ที่ติดกับแคว้นดนีโปรเปตรอฟสก์
ส่วนทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของแคว้น กองทัพยูเครนก็สามารถชิงพื้นที่คืนมาได้ค่อนข้างมากแล้ว และกำลังจะเข้าใกล้เมืองเคอร์ซอน ซึ่งเป็นศูนย์กลางของแคว้นเคอร์ซอน
เมื่อลงไปดูในรายละเอียด ล่าสุดยูเครนอ้างว่า สามารถยึดหมู่บ้านและเมืองได้แล้วมากกว่า 50 แห่ง รวมทั้งหมู่บ้านที่ชื่อว่า ดาวิดีฟ บริด (Davydiv Brid)
โดยกระทรวงกลาโหมยูเครนเปิดเผยคลิปวิดีโอของทหารกองพลนาวิกโยธินที่ 35 เชิญธงชาติยูเครนขึ้นแทนธงชาติรัสเซียที่นั่น
ทำไมการยึดหมู่บ้านดาวิดีฟ บริด ได้ จึงถือเป็นความสำเร็จจนยูเครนต้องปักธงเผยแพร่ภาพ นั่นเป็นเพราะว่าหมู่บ้านนี้อยู่ห่างจากเมืองเคอร์ซอน ซึ่งเป็นเมืองเอกของแคว้นไม่ถึง 100 กิโลเมตร ซึ่งนั่นหมายความว่า ยูเครนกำลังเข้าใกล้หัวใจของรัสเซียในแคว้นนี้เข้าไปทุกที
นอกเหนือจากหมู่บ้านดาวิดีฟ บริด จากแผนที่เราจะเห็นว่ายังมีอีกหลายหมู่บ้านในบริเวณใกล้ๆกัน ถูกยูเครนยึดคืนได้เรียบร้อยแล้ว
กระทรวงกลาโหมของยูเครน ออกมาระบุว่า จนถึงขณะนี้สามารถยึดเมืองและหมู่บ้านในแคว้นเคอร์ซอนได้แล้ว 50 แห่ง และกำลังรุกคืบต่อเรื่อยๆ เพื่อยึดคืนเมืองหลวงของแคว้น
มีรายงานว่าทหารรัสเซียกำลังพยายามทำลายถนนหรือสะพานเพื่อชะลอการรุกคืบของยูเครน ขณะนี้กำลังของทหารรัสเซียในเคอร์ซอนมีอยู่ประมาณ 25,000 นาย
อย่างไรก็ดีในการแถลงข่าวประจำวัน ประธานาธิบดีเซเลนสกีระบุว่า ไม่มีอะไรที่จะหยุดยั้งกองทัพยูเครนได้อีกต่อไป
เคอร์ซอนเป็น 1 ใน 4 แคว้นที่ประธานาธิบดีปูตินเพิ่งจะประกาศผนวกให้เป็นของรัสเซียเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ในทางยุทธศาสตร์ แคว้นนี้มีความสำคัญต่อรัสเซียอย่างยิ่ง เนื่องจากมีพื้นที่เชื่อมต่อกับแคว้นไครเมียซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพหลักของรัสเซียในทะเลดำ
การตีแนวรบของกองทัพรัสเซียในเคอร์ซอนแตกจนสามารถยึดพื้นที่คืนได้ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของกองทัพยูเครน
ส่วนแนวรบด้านตะวันออก ยูเครนก็มีความคืบหน้าในการรุกคืบ หลังจากยึดเมืองลีมาน ยุทธศาสตร์สำคัญของแคว้นโดเนตสก์ได้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
จากแผนที่นี้จะเห็นได้ชัดเจนว่าตอนนี้กองกำลังยูเครนยังรุกคืบเข้าสู่ระบบรางและเมืองเครมินนา ในแคว้นลูฮันสก์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแคว้นที่ถูกรัสเซียประกาศผนวกดินแดนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
หากกองทัพยูเครนสามารถยึดเมืองเครมินนาคืนได้ จะเท่ากับว่ายูเครนสามารถควบคุมระบบขนส่งทางรางของทั้งภูมิภาคดอนบาสได้
ข้อมูลจากกองกำลังที่เป็นตัวแทนของรัสเซียในลูฮันสก์เผยว่า ยูเครนบุกเข้าสู่แคว้นนี้ได้ประมาณ 2-3 กิโลเมตร ขณะที่รายงานบ่งชี้ว่า ยูเครนกำลังมุ่งหน้าสู่เมืองเครมินนาและเมืองสวาตอฟในภูมิภาคลูฮันสก์ที่อยู่ในความควบคุมของรัสเซีย
ในวันที่รัสเซียกำลังเสียเปรียบในแนวรบ โดยเฉพาะการเสียเมืองลีมานในแคว้นโดนเนตสก์ไปเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา มีการเสนอแนะจากผู้นำของเชชเนีย ซึ่งเป็นพันธมิตรคนสำคัญขอประธานาธิบดีปูตินว่า รัสเซียควรนำอาวุธนิวเคลียร์ออกมาใช้เพื่อเปลี่ยนเกมการทำสงคราม คำถามคือ มีโอกาสหรือความเสี่ยงมากน้อยขนาดไหนที่รัสเซียจะนำอาวุธนิวเคลียร์ออกมาใช้
รามซาน คาดิรอฟ ผู้นำสาธารณรัฐเชเชน ซึ่งส่งกองกำลังเข้าช่วยกองทัพรัสเซียรบตั้งแต่เกิดสงคราม ได้ออกมาพูดเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า ประธานาธิบดีปูตินควรใช้วิธีการที่แรงขึ้นอย่างเช่นอาวุธนิวเคลียร์ที่จำกัดวงโจมตี หรือ Low Yield Nuclear Weapon เพื่อหยุดยั้งการโต้กลับของยูเครน
เมื่อวานนี้ ( 4 ก.ย.)ปรากฎว่ามีกระแสข่าวออกมาทั้งวันว่า รัสเซียมีการเคลื่อนย้ายอาวุธนิวเคลียร์แล้ว โดยเป็นการเคลื่อนย้ายทางรถไฟมุ่งหน้าไปบริเวณชายแดน
ผู้สื่อข่าวถามเรื่องนี้กับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอนที่เปิดแถลงข่าวเมื่อคืน ซึ่งได้คำตอบว่า นอกจากการออกมาข่มขู่จากประธานาธิบดีปูตินแล้ว เพนตากอนยังไม่เห็นถึงความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติใดๆ เกี่ยวกับนิวเคลียร์ในรัสเซีย
ก่อนหน้านี้ดิมิทรี เปสคอฟ โฆษกเครมลินให้สัมภาษณ์ วาทะกรรมเกี่ยวกับเรื่องการใช้อาวุธนิวเคลียร์มาจากการปลุกปั่นข่าวของสื่อและชาติตะวันตก และรัสเซียจะไม่ให้ความสนใจหรือเข้าไปต่อความยาวสาวความยืดกับเรื่องนี้
การพูดแบบนี้ของเพนตากอนและโฆษกเครมลินอาจถือได้ว่า โอกาสที่รัสเซียจะนำอาวุธนิวเคลียร์ออกมาใช้ยังไม่มี อย่างน้อยก็ในขณะนี้
ทำให้เกิดคำถามว่า แล้วประธานาธิบดีปูตินยังสามารถทำอะไรได้อีกบ้าง ในวันที่กองทัพรัสเซียกำลังเสียเปรียบและถูกตีถอยร่นไปเรื่อยๆ
สิ่งที่เป็นความย้อนแย้งคือ พื้นที่ที่ยูเครนเดินหน้ายึดคืนได้เป็นพื้นที่ใน 4 แคว้นหรือ 4 ดินแดนที่รัสเซียเพิ่งจะประกาศผนวกไปเป็นของตนเอง นั่นก็คือ โดเนตสก์ ลูฮันสก์ ซาโปริซเซีย และเคอร์ซอน
การผนวกดินแดนของประธานาธิบดีปูตินถูกมองว่าเป็นความพยายามที่จะแสดงให้ชาวรัสเซียเห็นว่า “ปฏิบัติการทางการทหาร” ของรัสเซียในยูเครนในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมาไม่สูญเปล่า
โดยเมื่อวานนี้ทั้งรัฐสภารัสเซียลงมติเป็นเอกฉันท์ในการให้สัตยาบันต่อสนธิสัญญาผนวกดินแดนทั้ง 4 ของยูเครนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียเรียบร้อยแล้ว
อย่างไรก็ตาม การประกาศผนวกดินแดนกำลังทำให้ประธานาธิบดีปูตินถูกโดดเดี่ยว เพราะดูเหมือนว่าบรรดาพันธมิตรไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้
ท่าทีล่าสุดของประเทศที่วางตัวเป็นกลางหรือเอนเอียงไปทางรัสเซียว่าคิดอย่างไรต่อการผนวกดินแดนของรัสเซีย
ก่อนหน้านั้นหวังอี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน เคยระบุว่า จีนยึดหลักการเคารพเขตแดนที่ได้รับการรับรองจากประชาคมโลก
ท่าทีนี้ถูกย้ำอีกครั้งในระหว่างการประชุมของคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติที่ประชุมด่วนทันทีที่ปูตินประกาศผนวกดินแดนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
จีนซึ่งเป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงและถูกมองว่ามีความโน้มเอียงไปทางรัสเซีย นอกจากจีนจะไม่ใช้สิทธิ์คัดค้านหรือวีโต้ในการประณามรัสเซียแล้ว ผู้แทนจีนยังได้กล่าวเป็นนัยๆ ถึงเรื่องการผนวกดินแดนยูเครนของรัสเซียว่าเป็นเรื่องที่ขัดหลักการของสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศอีกด้วย
นอกเหนือจากจีนแล้ว อีกประเทศหนึ่งที่ต้องจับตามองท่าทีก็คือ อินเดีย ก่อนหน้านั้นจุดยืนของอินเดียค่อนข้างเอนมาทางรัสเซีย คือ ไม่ประณามรัสเซียในการบุกยูเครน และไม่คว่ำบาตรรัสเซีย ยังคงทำมาค้าขายโดยเฉพาะการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย
อย่างไรก็ตาม ล่าสุด สำนักนายกฯอินเดีย ออกแถลงการณ์ระบุว่า นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดีของอินเดียได้มีการพูดคุยทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีเซเลนสกีของยูเครน โดยมีการย้ำถึงจุดยืนของอินเดียที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้กำลังทางการทหารเพราะไม่เชื่อว่าจะแก้ไขความขัดแย้งได้
โดยหลังจากพูดคุยกัน ประธานาธิบดีเซเลนสกีได้ขอบคุณอินเดียที่สนับสนุนอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของยูเครน และมีการเชิญผู้นำอินเดียไปเยือนเคียฟด้วย
แถลงการณ์นี้คือสิ่งที่บ่งชี้ว่า ถึงแม้อินเดียจะโน้มเอียงมาทางรัสเซีย แต่เมื่อมาถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบูรณภาพแห่งดินแดน อินเดียจึงลังเลในการสนับสนุนรัสเซียที่ไปผนวกดินแดนของยูเครน
มาดูอีกหนึ่งพันธมิตรของปูตินอย่างอิหร่าน โดยอิหร่านไม่ประณามการใช้กำลังทางการทหารของรัสเซียในยูเครน นอกจากนี้ยังเคยปูพรมแดงต้อนรับประธานาธิบดีปูตินในการเยือนอิหร่านเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ในการเยือนคราวนั้น รัสเซียเจรจาขอซื้อโดรนจากอิหร่านเพื่อทำการรบในสงครามยูเครนอย่างไรก็ตาม เมื่อมาถึงเรื่องรัสเซียผนวกดินแดนของยูเครน อิหร่านแสดงท่าทีไม่เห็นด้วย
เว็บไซต์ของการทรวงต่างประเทศอิหร่านอ้างอิงคำพูดของ Nasser Kanaani โฆษกกระทรวงที่ระบุว่า อิหร่านเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของแต่ละประเทศตามหลักการของสหประชาชาติ
ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า แทบทุกประเทศให้ความระมัดระวังมากเมื่อมาถึงประเด็นบูรณภาพแห่งดินแดน ในวันที่ท่าทีของพันธมิตรปูตินเริ่มเปลี่ยน พันธมิตรยูเครนถมความช่วยเหลือต่อเนื่อง
โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ที่ล่าสุดประกาศได้ความช่วยเหลือทางการทหารรอบใหม่ต่อยูเครน กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯหรือเพนตากอนแถลงถึงความช่วยเหลือรอบใหม่นี้มี มีมูลค่า 625 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯหรือประมาณ 19,000 ล้านบาท
มีรายงานว่า ในบรรดาอาวุธล็อตใหม่ที่สหรัฐฯกำลังจะส่งให้ยูเครนเพิ่มเติมจะมี ไฮมาร์ส (Himars) ซึ่งเป็นระบบยิงขีปนาวุธแบบหลายลำกล้องพิสัยไกลหรือ MLRs จำนวน 4 ตัว
ซึ่งไฮมาร์สคือหนึ่งในอาวุธที่ทำให้ยูเครนพลิกสถานการณ์มาเป็นฝ่ายได้เปรียบ และความช่วยเหลือล่าสุดจะทำให้ยอดสะสมของมูลค่ายุทโธปกรณ์ที่สหรัฐฯ มอบให้ยูเครนเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 17,500 ล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 7 แสนล้านบาทนับตั้งแต่เกิดสงครามขึ้น