ประธานาธิบดี โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน เปิดเผยระหว่างการแถลงข่าวประจำวันเมื่อช่วงค่ำวานนี้ ว่าทหารยูเครนสามารถยึดพื้นที่ชุมชนในภูมิภาคเคอร์ซอนได้แล้ว 41 แห่ง โดยขั้นตอนจากนี้ไปคือการทำให้พื้นที่ที่ยึดมาได้มีความปลอดภัยต่อการกลับมาอยู่อาศัย เพราะทหารรัสเซียอาจวางกับระเบิดและเครื่องกระสุนทิ้งไว้ก่อนถอนกำลังออกไป ดังนั้นจึงต้องมีการตรวจสอบก่อนเข้าควบคุมพื้นที่
ขณะเดียวกันกองทัพยูเครน เปิดเผยว่า หลังจากรัสเซียประกาศถอนทหารออกจากเมืองเคอร์ซอน ทหารยูเครน สามารถรุกคืบเข้าสู่พื้นที่ต่างๆ ใกล้เมืองเคอร์ซอนได้เป็นจำนวนมาก และได้ยึดคืนเมืองซนีฮูรีฟกา (Snihurivka) ในภูมิภาคมิโคลาเยฟ
ก่อนหน้านี้ เมืองซนีฮูรีฟกานี้ถูกเชื่อว่าเป็นเมืองแห่งสุดท้ายที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพรัสเซียในภูมิภาคมิโคลาเยฟ และ ยังมีความสำคัญต่อการควบคุมถนนเข้าสู่เมืองเคอร์ซอน โดยเมืองดังกล่าวอยู่ห่างจากเมืองเคอร์ซอนไปทางเหนือของเมืองเคอร์ซอนเพียง 50 กิโลเมตร
อย่างไรก็ตาม กองทัพยูเครน ย้ำว่าการรุกคืบเข้าสู่เมืองเคอร์ซอนจะเป็นไปอย่างระมัดระวัง เนื่องจากยังไม่สามารถยืนยันได้วส่าการถอนทัพของรัสเซียเป็นเรื่องจริง หรือ การตบตา แต่เชื่อว่า รัสเซียไม่มีทางเลือกนอกจากถอนกำลัง เนื่องจากเส้นทางส่งเสบียงถูกตัดขาดหมดและระบบสื่อสารถูกรบกวน
โดย โอเล็กไซ เรซนิคอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมยูเครน ระบุว่า ก่อนการประกาศถอยทัพ รัสเซียมีทหารในภูมิภาคเคอร์ซอน 40,000 นาย และจากข้อมูลข่าวกรองพบว่ายังมีทหารรัสเซียอยู่ในเมืองเคอร์ซอน รวมทั้งพื้นที่ใกล้เคียง พื้นที่ริมฝั่งด้านตะวันตกของแม่น้ำดีโปร
เรซนิคอฟ เชื่อว่าการถอนทหาไม่สามารถดำเนินการให้เสร็จสิ้นได้ภายในระยะเวลาเพียง 1-2 วัน โดยกระบวนการทั้งหมดต้องใช้เวลา 1 สัปดาห์ เป็นอย่างน้อย
เช่นเดียวกับ พลเอก มาร์ค มิลลีย์ ประธานคณะผู้บัญชาการเหล่าทัพร่วมสหรัฐฯกล่าวว่า รัสเซียได้ส่งกำลังพล 20,000-30,000 นายเข้าไปประจำการในเมืองเคอร์ซอน ดังนั้น การถอนกำลังทั้งหมดออกมาน่าจะใช้เวลาหลายสัปดาห์ และ เชื่อว่า รัสเซียได้ถอนกำลังออกไปตามที่เห็นจริง เพื่อรักษากำลังของตนไปตั้งแนวรับที่ทางด้านใต้ของแม่น้ำดนีโปแต่ยังต้องจับตาดูสถานการ์ต่อไป
โดยพลเอก มิลลีย์ ยอมรับว่า มีความเป็นไปได้ที่รัสเซียจะใช้การถอนทัพเป็นกลยุทธ์เพื่อจัดแถวรบเชิงรุกครั้งใหม่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิหรือในช่วงต้นปีหน้า แต่ “ก็ยังมีโอกาส ที่จะมีการเจรจากันได้อยู่” เพียงแต่ว่า ทั้งรัสเซียและยูเครนจะต้องยอมรับว่า การใช้กำลังทางทหารนั้น ไม่ใช่หนทางเดียวที่จะนำไปสู่ชัยชนะ
สาเหตุที่ พลเอก มิลลีย์ เชื่อว่า รัสเซีย และ ยูเครน อาจยอมเจรจากัน เป็นเพราะความเสียหายที่สองฝ่ายได้รับตลอด 9 เดือนของการสู้รบ โดยคาดว่ามีทหารรัสเซียเสียชีวิตและบาดเจ็บไปแล้วถึงประมาณ 100,000 นาย ในขณะที่กองทัพยูเครนก็สูญเสียทหารทั้งบาดเจ็บและตายไปแล้วประมาณ 100,000 นายเช่นกัน นับตั้งแต่ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ส่งกองกำลังทหารรัสเซียบุกยูเครนเมื่อ 24 ก.พ.ที่ผ่านมา
นอกจากนั้น พลเอกมิลลีย์ ยังชี้ว่า มีพลเรือนเสียชีวิตจากสงครามในยูเครนประมาณ 40,000 ศพ ซึ่งการสูญเสียทหารและพลเรือนไปมากมายขนาดนี้ ทำให้รัฐบาลยูเครนเต็มใจที่จะกลับคืนสู่โต๊ะเจรจายุติสงครามกับรัฐบาลรัสเซียอีกครั้ง