ขีปนาวุธตกในดินแดนโปแลนด์ โลกวิตกสงครามบานปลาย

โดย PPTV Online

เผยแพร่

สงครามในยูเครนดำเนินมาเกือบจะครบ 9 เดือนในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ในเดือนนี้เราอาจต้องติดติดสถานการณ์ของสงครามอย่างใกล้ชิด เพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นหลายอย่าง ตลอดจนมีความเป็นไปได้ที่สงครามในยูเครนอาจจะขยายวงไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

หลังจากที่เมื่อคืนที่ผ่านมา มีขีปนาวุธลูกหนึ่งที่ผลิตโดยรัสเซีย ลอยข้ามไปตกที่พรมแดนของประเทศโปแลนด์ ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านของยูเครนและเป็นหนึ่งในสมาชิกขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือหรือนาโต จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต

ภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นคลังเก็บธัญพืชในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศโปแลนด์ ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนยูเครนออกมาเพียง 6 กิโลเมตร หลังจากที่ขีปาวุธที่ผลิตโดยรัสเซียตกใส่เมื่อ 15.40 น.เมื่อวานนี้ ( 15 พ.ย.) ตามเวลาท้องถิ่น

โดยหลังจากเกิดเหตุทีมเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ทางการของโปแลนด์ ได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบความเสียหายที่เกิดขึ้น ก่อนจะรายงานว่าตอนนี้มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว 2 ราย

ด้านปีเตอร์ มุลเลอร์ โฆษกรัฐบาลโปแลนด์ได้ออกมาเผยว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาและติดต่อกับพันธมิตรเพื่อหารือเรื่องการใช้อำนาจตามความมาตรา 4 ของกฎบัตรนาโตที่โปแลนด์เป็นสมาชิกอยู่

ขณะเดียวกัน มาแตอุช มอราวีแยตสกีส นายกรัฐมนตรีโปแลนด์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้กับสื่อว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ทางการตัดสินใจเพิ่มมาตรการความปลอดภัยทางอากาศให้มากขึ้น พร้อมกับเชิญเอกอัครทูตรัสเซียประจำโปแลนด์เข้ามาชี้แจงเรื่องดังกล่าว

นอกจากนี้ นายกฯ โปแลนด์ยังได้ยืนยันคำพูดของโฆษกรัฐบาลว่า ตอนนี้รัฐบาลกำลังวิเคราะห์และปรึกษากับพันธมิตรนาโตเรื่องความเป็นไปได้ในการใช้มาตรา 4 ของกฎบัตรนาโตด้วย

อย่างไรก็ดี อันด์แชย์ ดูดา ประธานาธิบดีโปแลนด์ ก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ว่า ต้องการให้ทุกฝ่ายอย่าเพิ่งแตกตื่นและอยู่ในความสงบก่อน เพราะแม้ว่าขีปนาวุธจะถูกผลิตโดยรัสเซีย แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่าเป็นฝีมือของฝ่ายใด 

หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น หลายฝ่ายให้ความสนใจไปที่คำพูดของเจ้าหน้าที่ทางการโปแลนด์ โดยเฉพาะนายกฯ และโฆษกรัฐบาล ที่กล่าวว่ากำลังศึกษาและหารือวิธีการใช้อำนาจตามมาตรา 4 ของกฎบัตรนาโตปี 1949

มาตรา 4 ของกฎบัตรนาโตระบุไว้ว่า ประเทศสมาชิกสามารถขอให้เปิดการประชุมได้ทุกเมื่อ หากถูกคุกคามบูรณภาพทางดินแดน การเมือง หรือความมั่นคง ซึ่งจะเป็นประตูด่านแรกก่อนนำไปสู่การหารือเพิ่มเติมเพื่อใช้มาตรา 5 ที่เป็นหัวใจของนาโต

มาตรา 5 เป็นข้อที่ว่าด้วยการใช้กำลังของนาโต ซึ่งระบุว่า หากประเทศสมาชิกประเทศใดประเทศหนึ่งหรือหลายประเทศถูกโจมตี จะถือเป็นการคุกคามและโจมตีชาติสมาชิกนาโตทั้งหมด

ถ้าประเทศที่ถูกโจมตีใช้กำลังตามที่ระบุไว้ในมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติที่ว่าด้วยการป้องกันตนเอง ประเทศสมาชิกนาโตอื่น ๆ มีสิทธิที่จะช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือแบบประเทศเดียวหรือรวมกลุ่มกับประเทศอื่น

นับตั้งแต่ที่มีการก่อตั้งองค์การนาโตขึ้นมาในปี 1949  ประเทศสมาชิกใช้อำนาจตามมาตรา 4 ไปแล้ว 7 ครั้ง  หากโปแลนด์ตัดสินใจใช้อำนาจตามมาตรา 4 จะถือเป็นการใช้อำนาจครั้งที่ 8

ซึ่งการใช้อำนาจตามมาตรา 4 ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นโดยกลุ่ม 8 ประเทศสมาชิกแถบทะเลบอลติกและสแกนดิเนเวีย เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลังรัสเซียเข้ารุกรานยูเครน

ส่วนมาตรา 5 มีการประกาศใช้ไปเพียงครั้งเดียวโดยสหรัฐฯ ในปี 2001 หลังจากที่กลุ่มอัลกออิดะห์ ก่อวินาศกรรมในเหตุการณ์ 911 จนทำให้มีผู้เสียชีวิตไปราว 3,000 ราย

การโจมตีโปแลนด์ในครั้งนี้ได้สร้างความกังวลให้กับหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นยูเครน สหรัฐฯ หรือชาตินาโตอื่น ๆ เนื่องจากขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่ยังหาทางออกร่วมกันไม่ได้และอาจทำให้ความขัดแย้งที่ดำเนินอยู่ย่ำแย่กว่าเดิม

คืนที่ผ่านมา โวโลดิมีร์ เซเลนสกีผู้นำของยูเครนได้ออกมาพูดถึงเรื่องนี้ขณะแถลงการณ์ประจำวันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในโปแลนด์คือสิ่งที่ยูเครนพยายามเตือนหลายฝ่ายมาตลอด ว่ารัสเซียจะไม่หยุดการคุกคามไว้แค่ในยูเครน และการกระทำดังกล่าวถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งให้รุนแรงขึ้น

ขณะเดียวกัน วีดานต์ ปาเทล โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ออกมาแถลงว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในโปแลนด์นั้นเป็นเรื่องที่น่ากังวลเป็นอย่างยิ่งและสหรัฐฯ กำลังทำงานและหารือร่วมกับชาติพันธมิตร เพื่อหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น ก่อนจะหามาตรการที่เหมาะสมในการจัดการกับเรื่องดังกล่าวต่อไป

ด้านแพต ไรเดอร์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ก็ได้ออกมาแถลงกับสื่อมวลชนเช่นกัน โดยระบุว่า ตอนนี้ทางการสหรัฐฯ ยังไม่สามารถให้รายละเอียดว่าการโจมตีที่เกิดขึ้นในโปแลนด์เป็นฝีมือรัสเซียหรือไม่ ตลอดจนยังไม่มีข้อมูลอื่น ๆ เพิ่มเติม และทางการสหรัฐฯ กำลังสืบสวนและติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

ส่วนประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐฯ ก็ออกได้ให้ความเห็นเรื่องนี้กับสื่อขณะที่ไปประชุม G20 ที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซียว่า ขีปนาวุธที่ไปตกบนแผ่นดินโปแลนด์อาจไม่ได้เป็นฝีมือของรัสเซีย

นอกจากยูเครนและสหรัฐฯ แล้ว ผู้นำชาติสมาชิกนาโตอื่นๆ อย่างตุรกีและเยอรมนี ก็ได้ออกมาพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในโปแลนด์ด้วยเช่นกัน

เรเจพ เทยิพ แอร์โดอาน ประธานาธิบดีตุรกีให้ความเห็นว่า เขาเห็นด้วยกับผู้นำสหรัฐฯ ว่า การโจมตีดังกล่าวไม่น่าใช่ฝีมือของรัสเซียและรัสเซียไม่ได้ประโยชน์จากการโจมตีในครั้งนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นความผิดพลาดทางเทคนิคบางประการ ซึ่งต้องรอผลการวิเคราะห์หลังจากนี้

ขณะที่โอลาฟ ชอลซ์ นายกรัฐมนตรีเยอรมนีให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกับผู้นำตุรกีว่า ฝ่ายชาติตะวันตกต้องตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียด รอบคอบ และระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งบานปลาย

ซึ่งล่าสุด ทางรัสเซียได้ออกมาปฏิเสธความรับผิดชอบเรื่องการโจมตีโปแลนด์แล้ว โดยอิกอร์ โคนาเชนคอฟ โฆษกกระทรวงกลาโหมรัสเซียได้ออกแถลงเมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมาว่า ขีปนาวุธที่ไปตกในเขตแดนของโปแลนด์ไม่ใช่ขีปนาวุธของทางฝั่งรัสเซีย แต่เป็นขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานรุ่น S-300 ของฝั่งยูเครน

อย่างไรก็ดี เหตุการณ์ขีปนาวุธตกในโปแลนด์ เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการที่ยูเครนถูกรัสเซียโจมตีด้วยขีปนาวุธอย่างหนักเกือบร้อยลูกในรอบหลายสัปดาห์

เมื่อวานนี้ ( 15 พ.ย.) ผู้นำของยูเครนได้รายงานสถานการณ์ประจำวันว่า รัสเซียยิงขีปนาวุธถึง 85 ลูกเพื่อโจมตีระบบโครงสร้างพื้นฐานของยูเครน โดยเฉพาะระบบส่งไฟฟ้าตามเมืองต่างๆ เพื่อจะทำให้ประชาชนชาวยูเครนใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก

ผลจากโจมตีทำให้อาคารบ้านเรือนของประชาชนโดยเฉพาะในกรุงเคียฟ แคว้นคาร์คีฟ แคว้นลวิฟ แคว้นรีฟเนีย และแคว้นรีฟเน ได้รับความเสียหายหลายแห่ง

นอกจากนี้ ผลของการโจมตีด้วยขีปนาวุธเกือบร้อยลูกของรัสเซีย ทำให้ประชาชนในหลายเมืองของยูเครนต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความมืดมิด

ภาพที่ได้เห็นอยู่นี้คือ ภาพจากแคว้นคาร์คีฟทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของยูเครน จากภาพจะเห็นได้ว่าประชาชนต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความมืด ประชาชนที่นี่บอกว่า เขารู้ว่าการโจมตีเช่นนี้ของรัสเซียเป็นกลยุทธ์ที่ต้องการจะสร้างความยากลำบากให้แก่ยูเครน แต่ไม่ว่ารัสเซียจะทำอย่างไร ชาวยูเครนก็จะไม่มีวันยอมแพ้

 ส่วนนี่คือภาพจากกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครน ซึ่งแตกต่างไปจากเมืองหลวงอื่นๆ ทั่วโลก ตอนนี้กรุงเคียฟตกอยู่ภายใต้ความมืดมิด หลังจากที่ถูกรัสเซียโจมตีระบบขนส่งไฟฟ้า

อย่างไรก็ดี ประชาชนที่นี่มองโลกในแง่บวกเช่นเดียวกับประชาชนในแคว้นคาร์คีฟ พวกเขาบอกว่าไม่ว่ารัสเซียจะทำอย่างไรก็จะไม่มีวันชนะยูเครน และรัสเซียไม่ควรโจมตีประชาชน โดยเฉพาะประชาชนของประเทศเพื่อนบ้านรัสเซียเอง

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

เปิดตำนานกับเผ่าทอง ทองเจือ

เปิดตำนานกับเผ่าทอง ทองเจือ

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ