โดยเรื่องที่สำคัญที่สุดคือ เรื่องข้อพิพาทเหนือทะเลจีนใต้ เมื่อวานนี้ระหว่างการพูดคุยกับเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ผู้นำฟิลิปปินส์ เธอประกาศว่า สหรัฐฯ จะยึดมั่นสัญญาปกป้องฟิลิปปินส์หากถูกโจมตี ล่าสุดวันนี้ 22 พ.ย. เธอได้เดินทางไปเยือนเกาะแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ใกล้กับพื้นที่ที่เป็นข้อพิพาทในทะเลจีนใต้
เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา รองประธานาธิบดีกมลา ของสหรัฐฯ เดินทางไปที่เกาะปาลาวัน ซึ่งเป็นหนึ่งในเกาะของฟิลิปปินส์ที่อยู่ในทะเลจีนใต้
เกาะแห่งนี้อยู่ห่างจากหมู่เกาะสแปรตลีย์ ซึ่งเป็นเขตพิพาททางดินแดนของจีน บรูไน มาเลเซีย เวียดนาม ไต้หวัน และฟิลิปปินส์ไปเพียง 330 กิโลเมตรเท่านั้น
รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกว่า สหรัฐฯ จะเคียงข้างฟิลิปปินส์ในเรื่องข้อพิพาททะเลจีนใต้และสนับสนุนคำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการเมื่อปี 2016 และย้ำว่าคำพิพากษาของศาลมีผลผูกพันทางกฎหมายและควรได้รับการเคารพ
นอกจากนี้ รองประธานาธิบดีแฮร์ริส ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า สหรัฐฯและพันธมิตรจะร่วมกันต่อต้านพฤติกรรมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและขาดความรับผิดชอบของจีน และย้ำว่า ถ้าระเบียบพื้นฐานระหว่างประเทศถูกละเมิดในที่ใดที่หนึ่ง ที่อื่นก็จะถูกคุกคามด้วยเช่นกัน
ขณะเดียวกัน อีกจุดหนึ่งที่รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไปเยี่ยมชมคือ ชุมชนชาวประมงของเกาะปาลาวัน
กมลาระบุว่า สหรัฐฯ จะช่วยฟิลิปปินส์ปกป้องการทำประมง ซึ่งเป็นหนึ่งในผลประโยชน์ทางทะเลของฟิลิปปินส์ที่กำลังถูกจีนคุกคาม
หลังจากนั้น จ้าว หลี่เจียน โฆษกประจำกระทรวงการต่างประเทศจีนได้ออกมาแถลงว่า ทางการจีนไม่มีปัญหากับการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และฟิลิปปินส์ในครั้งนี้
แต่ทางการจีนเชื่อว่าความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างสองรัฐควรสร้างความเข้าใจอันดีและไม่คุกคามต่อผลประโยชน์ของประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ
การไปเยือนเกาะปาลาวันของกมลา แฮร์ริสในครั้งนี้ ถือเป็นการเยือนพื้นที่ที่อยู่ใกล้กับจุดที่เป็นข้อพิพาทระหว่างประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ที่เรียกว่า"หมู่เกาะสแปรตลีย์"
หมู่เกาะสแปรตลีย์คืออะไรและอยู่ที่ไหน?
หมู่เกาะสแปรตลีย์อยู่ในทะเลจีนใต้ช่วงระหว่างเวียดนามและฟิลิปปินส์ ประกอบด้วยพื้นที่ที่เป็นผืนแผ่นดินน้อยกว่า 4 ตารางกิโลเมตร แต่ครอบคลุมพื้นที่มหาสมุทรมากกว่า 425,000 ตารางกิโลเมตร
สาเหตุทำให้เกาะนี้กลายเป็นที่หมายปองของประเทศต่างๆ มาจากทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ จากการสำรวจล่าสุดประเมินกันว่า ในบริเวณนี้มีน้ำมันสำรองอยู่มากถึง 2,800 ล้านบาเรลล์ และมีปริมาณก๊าซธรรมชาติอยู่ถึง 266 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต
อีกความสำคัญของหมู่เกาะสแปรตลีย์คือ การเป็นเส้นทางการเดินเรือที่สำคัญอันดับ 2 ของโลก
ชาติใหญ่ๆไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่นหรือจีนต่างพึ่งพาจุดนี้เป็นทางผ่านเพื่อขนส่งน้ำมันที่มาจากตะวันออกกลาง โดยน้ำมันกว่าร้อยละ 80 ที่จีนนำเข้าต้องผ่านเส้นทางนี้
นี่ทำให้พื้นที่บริเวณนี้มีความสำคัญไม่เฉพาะกับทางเศรษฐกิจ แต่รวมไปถึงความมั่นคงด้วย เพราะหากจุดนี้ถูกปิดกั้นหรือถูกครอบครอง นั่นหมายความว่า supply พลังงานของชาติเหล่านี้จะมีปัญหาทันที
ที่ผ่านมาฟิลิปปินส์จึงพยายามอ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะนี้ เนื่องจากเมื่อวัดตามระยะทางแล้ว พื้นที่ของฟิลิปปินส์ตั้งอยู่ใกล้หมู่เกาะนี้มากกว่าพื้นที่ของจีน
อย่างไรก็ตาม จีนไม่ยอม และพยายามเข้าอ้างกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่นี้แทน ที่ผ่านมาจีนพยายามอ้างกรรมสิทธิ์เหนือทะเลจีนใต้โดยเฉพาะบริเวณหมู่เกาะสแปรตลีย์ โดยลากเล้นเขตแดนของตนเองที่เรียกว่า เส้นประ 9 เส้น ครอบคลุมพื้นที่ถึงร้อยละ 90 กินพื้นที่ของประเทศอื่นๆ ที่กำหนดตาม UNCLOS โดยระบุว่า เขตแดนนี้เป็นเขตแดนที่ขีดไว้ตั้งแต่อดีต เมื่อเกือบ 80 ปีก่อนในสมัยรัฐบาลก๊กมินตั๋ง
ซึ่งการทำเช่นนี้ขัดกับหลักเกณฑ์ของ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล หรือ UNCLOS ที่ระบุไว้ว่า พื้นที่ของทะเลจีนใต้จะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของประเทศต่างๆ ตามการแบ่งเขตเศรษฐกิจที่ให้พื้นที่ทำประมงไม่เกิน 200 ไมล์ทะเลจากชายฝั่งของประเทศนั้นๆ ในขณะที่พื้นที่ตรงกลางที่เกินกว่า 200 ไมล์ทะเลนั้นเป็นน่านน้ำสากล
เมื่อจีนอ้างเขตแดนทางประวัติศาสตร์ ชาติอื่นๆ จึงทำบ้าง โดยเวียดนามได้ระบุว่า พวกเขาเคยปกครองหมู่เกาะพาราเซลและหมู่เกาะสแปรดลีย์ที่พื้นที่บางส่วนอยู่ในน่านน้ำสากลมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 หรือตั้งแต่สมัยอาณาจักรอยุธยา ในขณะที่ฟิลิปปินส์พยายามอ้างสิทธิเหนือหมู่เกาะสแปรดลีย์
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ความขัดแย้งและข้อพิพาทในทะเลจีนใต้รุนแรงขึ้น เมื่อจีนเริ่มเข้าไปสร้างสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ทางการทหารไม่ว่าจะเป็น ฐานทัพเรือ ลานเครื่องบิน คลังเก็บอาวุธ ไปจนถึงแท่นขุดเจาะน้ำมัน รวมถึงการสร้างเกาะเทียม
นอกจากนี้ จีนยังส่งกองทัพเรือของตนเข้าไปที่นั่น และมีการประกาศห้ามฟิลิปปินส์ทำประมงในเขตดังกล่าวนำมาสู่ความไม่พอใจของฟิลิปปินส์
ปี 2013 ฟิลิปปินส์นำเรื่องนี้จนมีการนำเรื่องนี้ไปฟ้องอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศที่กรุงเฮก ก่อนที่คณะอนุญาโตตุลาการจะออกคำวินิจฉัยมาเมื่อปี 2016 ว่า จีนไม่มี “สิทธิ์ตามประวัติศาสตร์”ในบริเวณดังกล่าว และการกระทำของจีนเป็นการละเมิดอธิปไตยของฟิลิปปินส์
อย่างไรก็ตาม ศาลกรุงเฮกไม่มีอำนาจในการบังคับให้จีนดำเนินการตามคำตัดสิน และขณะนี้จีนก็ยังคงเดินหน้าอ้างกรรมสิทธิ์เหนือทะเลจีนใต้ต่อไป ในฐานะพันธมิตรที่เก่าแก่ของฟิลิปปินส์ สหรัฐฯ ประกาศเข้าข้างและปกป้องฟิลิปปินส์
สหรัฐฯ ต้องเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทนี้ด้วยเพื่อต้องการคานอำนาจจีน ซึ่งนำไปสู่ความตึงเครียดสูงมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อทั้งจีนและสหรัฐฯ ต่างซ้อมรบในพื้นที่พิพาททะเลจีนใต้บ่อยขึ้น
ก่อนหน้าที่รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเดินทางไปเยือนเกาะปาลาวัน เมื่อวานนี้ เธอได้เดินทางไปเข้าพบผู้นำฟิลิปปินส์ เพื่อหารือประเด็นข้อพิพาททะเลจีนใต้ร่วมกัน
เมื่อช่วงบ่ายวานนี้ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เข้าพบกับประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์
โดยเธอระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างฟิลิปปินส์และสหรัฐยาวนานและมั่นคงบนพื้นฐานของความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจของทั้ง 2 ชาติ
และภายใต้การนำของประธานาธิบดี โจ ไบเดน สหรัฐฯ จะยังคงยึดมั่นต่อพันธสัญญาในการปกป้องฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะในวันที่ฟิลิปปินส์กำลังเจอกับความท้าทายเรื่องความมั่นคงในทะเลจีนใต้
การเยือนฟิลิปปินส์ครั้งนี้ของรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของรัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ที่จะกลับมาประชับความสัมพันธ์กับประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกครั้ง ในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ความมั่นคง
สหรัฐฯ กับฟิลิปปินส์มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นโดยเฉพาะในช่วงสงครามเย็น
โดยผู้นำของฟิลิปปินส์ในช่วงนั้นคือ เฟอร์ดินาน มาร์กอส บิดาของประธานาธิบดีฟิลิปปินส์คนปัจจุบัน
เฟอร์ดินานด์ มาร์กอสคือผู้นำที่ปกครองฟิลิปปินส์ด้วยกฎเหล็ก เขาได้ปราบปรามผู้คัดค้านต่อต้านอย่างหนัก แต่สามารถอยู่ในอำนาจต่อได้ ส่วนหนึ่งเกิดมากจากการสนับสนุนของสหรัฐฯ ที่ต้องการหาพันธมิตรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อต้านการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์
นอกจากนี้ ช่วงเวลาที่มาร์กอสผู้พ่อดำรงตำแหน่ง ยังเป็นช่วงที่สหรัฐต้องเข้าไปทำสงครามใหญ่ในภูมิภาคอย่างสงครามเวียดนาม
สหรัฐฯ ต้องปิดตาข้างหนึ่ง เมินเฉยกับการลุแก่อำนาจของประธานาธิบดีมาร์กอสเนื่องจากมาร์กอสได้อนุญาตให้สหรัฐฯ ตั้งฐานทัพในฟิลิปปินส์ได้
โดยฐานทัพสหรัฐฯ ในฟิลิปปินส์มีบทบาทอย่างยิ่งต่อกองทัพสหรัฐฯ ในการทำสงครามในเวียดนาม เป็นจุดในการพัก เปลี่ยนกำลังพล อาวุธ และเสบียง รวมถึงมีโรงพยาบาลใหญ่ที่ใช้ในการรักษาทหารสหรัฐฯ ที่บาดเจ็บจากการทำสงครามในเวียดนามด้วย
ทั้ง 2 ชาติมีการทำสนธิสัญญาทางการทหารที่ชื่อว่า Manila Pact ร่วมกัน เมื่อปี 1951 ซึ่งภายใต้สนธิสัญญานี้สหรัฐฯ ระบุว่าจะปกป้องความมั่นคงให้กับฟิลิปปินส์
อย่างไรก็ตาม ในช่วงสมัยประธานาธิบดีโรดดิโก ดูเตอร์เตเป็นผู้นำ ฟิลิปปินส์มีท่าทีที่โน้มเอียงไปทางจีนมากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะดูเตอร์เตต้องการลดการพึ่งพาและอิทธิพลของสหรัฐฯ ในภูมิภาค
อีกส่วนหนึ่งเกิดจากที่ประธานาธิบดีดูเตอร์เตไม่พอใจที่สหรัฐฯ วิพากษ์วิจารณ์นโยบายสงครามปราบปรามยาเสพติดของเขา ซึ่งด้านหนึ่งก็มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างหนัก
ตลอดเวลาที่อดีตประธานาธิบดีดูเตอร์เตดำรงแหน่ง เป็นช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯกับฟิลิปปินส์ตกต่ำอย่างหนัก
ก่อนที่สหรัฐฯ จะพยายามกลับมาฟื้นฟูความสัมพันธ์ใหม่ในวันนี้ ด้วยการส่งรองประธานาธิบดีมาเยือนและเข้าพบกับประธานาธิบดีมาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์คนปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการเยือนของรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีคนออกมาประท้วงบทบาทความมั่นคงของสหรัฐฯ ในฟิลิปปินส์
หนึ่งในคนที่ออกมาประท้วงคือ ทีโอโดโร เท็ดดี คาสิโน โฆษกพรรคบายัน มูนา พรรคฝ่ายซ้ายของฟิลิปปินส์
โฆษกของพรรคบายันให้เหตุผลในการออกมาประท้วงการมาเยือนของกมลา แฮร์ริสว่า พวกเขาไม่อยากให้ประเทศตนเองต้องตกไปอยู่ในวังวนของการแข่งขันระหว่างสองมหาอำนาจ