“อยากกลับบ้าน” คำอ้อนวอนจากหญิงที่เคยเข้าร่วม “กลุ่มไอเอส”

โดย PPTV Online

เผยแพร่

หญิงสาวที่เคยเข้าร่วมกับ “กลุ่มไอเอส” ยังกลับบ้านในสหรัฐฯ ไม่ได้ แม้หนีออกมาจากไอเอสนานกว่า 4 ปีแล้ว

“โฮดา มูธานา” คือหญิงสาวลูกหลานผู้อพยพชาวเยเมน เธอเคยอาศัยอย่างสงบสุขอยู่ในรัฐแอละบามาของสหรัฐฯ แต่เมื่อปี 2014 ชีวิตเธอถึงจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ เมื่อเธอตัดสินใจเข้าร่วมกับ “กลุ่มรัฐอิสลาม” หรือ “ไอเอส (IS)”

เช้าของวันแห่งการเปลี่ยนแปลง เธอบอกกับที่บ้านว่าเธอไปทัศนศึกษากับโรงเรียน แต่ความจริงแล้วเธอเดินทางไปยังสนามบิน เพื่อเดินทางไปยังตุรกี และข้ามแดนไปยังซีเรีย โดยใช้เงินค่าเล่าเรียนมาเป็นทุนในการเดินทาง

ผู้นำไอเอสปลิดชีพตนเอง ก่อนทหารสหรัฐบุกจับ

ต่อมาในปี 2015 เธอได้ออกมาโพสต์ในโซเชียลมีเดีย เรียกร้องให้ชาวอเมริกันเข้าร่วมกับกลุ่มไอเอส และสนับสนุนให้มีการกราดยิงหรือขับรถชนฝูงชนที่มารวมตัวกันในวันหยุดแห่งชาติ (ซึ่งในภายหลังเธอปฏิเสธ และบอกว่ากลุ่มไอเอสยึดโทรศัพท์ของเธอไป)

เธอเล่าว่า หลังจากมาถึงซีเรียในปี 2014 เธอถูกควบคุมตัวไว้ในบ้านพักที่สงวนไว้สำหรับผู้หญิงที่ยังไม่ได้แต่งงานและเด็ก “ฉันไม่เคยเห็นความสกปรกแบบนี้มาก่อนในชีวิต ในบ้านพักมีผู้หญิง 100 คน และเด็กมากกว่า 200 คน วิ่งไปมา เสียงดังมาก เตียงก็สกปรก”

ทางเดียวที่จะออกจากบ้านพักที่แสนแออัดนั้นได้ คือต้องแต่งงานกับนักสู้ของกลุ่มไอเอส ซึ่งในที่สุดเธอก็แต่งงานถึง 3 ครั้ง สามีสองคนแรกของเธอเสียชีวิตในสนามรบ ส่วนสามีคนที่สามนั้นจบด้วยการหย่าร้าง และเธอมีลูกชาย 1 คนกับสามีคนที่สอง

มูธานาหนีออกมาจากกลุ่มไอเอสในปี 2019 และปัจจุบันถูกคุมตัวไว้ที่ค่ายกักกัน “รอจ (Roj)” ของกองกำลังชาวเคิร์ดที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ ในซีเรีย แต่จนถึงปัจจุบันเธอและลูกชายยังไม่สามารถเดินทางกลับสหรัฐฯ ได้ เพราะเมื่อปี 2016 รัฐบาล บารัก โอบามา มีคำสั่งริบสัญชาติอเมริกันของเธอ ทำให้เธอเสียสถานะพลเมืองสหรัฐฯ ไป

ในปี 2019 ที่เธอหนีออกมาได้นั้น เป็นยุคสมัยรัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งก็ยืนยันคำสั่งริบสัญชาติของมูธานา และไม่อนุญาตให้เธอกลับมาเหยียบแผ่นดินสหรัฐฯ

ล่าสุด มูธานาในวัย 28 ปีได้ออกมาเรียกร้องขอกลับบ้านอีกครั้ง โดยเธอบอกว่า ตอนนั้นเธอยังเด็กล้างถูกล้างสมองโดยกลุ่มค้ามนุษย์ออนไลน์ให้เข้าร่วมกับไอเอส และเธอเสียใจสำหรับทุกอย่างที่เกิดขึ้น

“ถ้าฉันต้องอยู่ในคุก ชดใช้กรรม ฉันจะทำ ฉันจะไม่ขัดขืนเลย ... ฉันหวังแค่ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะเห็นว่าฉันในตอนนั้นยังเด็กและไร้เดียงสามาก” เธอกล่าวกับสื่อต่างประเทศ ซึ่งเป็นประโยคที่เธอจะพูดกับสื่อทุกครั้งตลอด 4 ปีที่ผ่านมา โดยหวังว่าจะได้รับความเมตตาตากรัฐบาลสหรัฐฯ และยินยอมให้เธอและลูกชายได้กลับ “บ้าน”

ค่ายกักกันรอจที่มูธานาและลูกชายถูกคุมตัวอยู่ รวมถึงอีกค่ายหนึ่งคือ อัล-ฮอล เป็นที่อยู่ของหญิงม่ายหลายพันคนมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มนักรบไอเอสและลูก ๆ ของพวกเธอ เป็นชาวต่างชาติมากกว่า 37,400 คน โดยเป็นชาวยุโรปและอเมริกาเหนือ

องค์กรสิทธิมนุษยชนรายงานว่า สภาพความเป็นอยู่ในค่ายเหล่านี้เลวร้ายมาก ทั้งอาหาร-น้ำที่แย่ การดูแลทางการแพทย์ที่ไม่เพียงพอ ตลอดจนการทำร้ายร่างกายและล่วงละเมิดทางเพศผู้ต้องขังโดยผู้คุมและผู้ต้องขังรายอื่น

การเรียกร้องให้ส่งผู้ต้องขังกลับประเทศส่วนใหญ่มักถูกเพิกเฉย อย่างไรก็ดี ในช่วงหลังมานี้ อัตราการส่งผู้ต้องขังที่มีความเกี่ยวข้องกับไอเอสกลับประเทศเริ่มดีขึ้น

ฮิวแมนไรต์วอตช์กล่าวว่า มีชาวต่างชาติประมาณ 3,100 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก ถูกส่งกลับบ้านในช่วงปี 2022 ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นชาวอิรัก และมีชาวออสเตรเลีย แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ รัสเซีย และสหราชอาณาจักร รวมถึงสหรัฐฯ ก็มีพลเมืองอเมริกันทั้งหมด 39 คนได้กลับประเทศแล้ว แต่ไม่ชัดเจนว่า มีชาวอเมริกันเหลืออยู่ในค่ายกักกันอีกกี่คน

ปัจจุบัน มูธานายืนยันว่า เธอเป็นหนึ่งในเหยื่อของกลุ่มรัฐอิสลาม “ถ้าฉันกลับไปได้ ฉันจะสนับสนุนการต่อต้านกลุ่มไอเอส ... ฉันหวังว่าฉันจะสามารถช่วยผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของไอเอสในตะวันตกได้เข้าใจว่า ฉันไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของพวกเขา และฉันก็เป็นเหยื่อของไอเอสเช่นกัน”

ฮัสซัน ชิบีลี ทนายความที่เคยช่วยเหลือครอบครัวของมูธานากล่าวว่า “ชัดเจนอย่างยิ่งว่าเธอถูกล้างสมองและถูกเอาเปรียบ”

เขากล่าวว่า ครอบครัวของเธอปรารถนาให้เธอกลับมาใช้หนี้ให้กับสังคมและช่วยเหลือผู้อื่นจาก “การหลงไปสู่เส้นทางที่มืดมิด”

“เธอหลงผิดอย่างแน่นอน และไม่มีใครปฏิเสธเรื่องนั้น แต่เธอเป็นวัยรุ่นที่ตกเป็นเหยื่อของการจัดหาคนซึ่งมุ่งเน้นไปที่การแสวงหาผลประโยชน์จากเยาวชน ผู้เปราะบาง ผู้ด้อยสิทธิ” เขากล่าว

 

เรียบเรียงจาก AP

ภาพจาก AP

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

เข้มข่าวค่ำ

เข้มข่าวค่ำ

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ