ชาวเกาหลีเหนือได้ออกมาวางดอกไม้และพวงมาลาที่หน้าอนุเสาวรีย์ของสองอดีตผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ บนเนินเขามันซูในกรุงเปียงยาง เมืองหลวงของเกาหลีเหนือ
เนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 81 ปีของ ‘คิม จองอิล’ อดีตผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือและบิดาของคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดคนปัจจุบัน
ส่วนบรรยากาศตอนกลางคืน ชาวเกาหลีเหนือสวมชุดพื้นเมืองและออกมาเต้นรำเพื่อเฉลิมฉลองร่วมกันที่จัตุรัสคิม อิลซ็อง ในกรุงเปียงยาง
วันเกิดของคิม จองอิลในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ของทุกปีถูกเรียกว่า ‘Day of the Shining Star’ หรือ ‘วันแห่งดวงดาวที่ส่องแสง’ และถือว่าเป็นวันหยุดประจำชาติ หลังจากที่คิม จองอิลเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวายเมื่อปี 2011 หลังดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดมานาน 17 ปี
ขณะเดียวกัน สื่อทางการเกาหลีเหนือ KCNA รายงานว่า ‘คิม จองอึน’ ได้ทำพิธีเปิดโครงการเรือนเพาะปลูกขนาดใหญ่ที่จะทำให้มีผลผลิตตลอดปี และการพัฒนาอพาร์ทเมนต์ 10,000 ห้องในกรุงเปียงยาง
อย่างไรก็ตาม สื่อทางการเกาหลีเหนือไม่ได้กล่าวถึงปัญหาการขาดแคลนอาหารอย่างชัดเจนในพิธิเปิดโครงการดังกล่าว แต่รายงานโดยอ้างคำกล่าวของเจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่ระบุว่า การก่อสร้างเรือนเพาะปลูกจะเป็นแบบอย่างสำหรับการเอาชนะ ‘ความยากลำบากในปัจจุบัน’ ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความวิตกกังวลด้านอาหารและวิกฤตเศรษฐกิจ
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา กระทรวงการรวมชาติเกาหลีใต้ได้เปิดเผยว่า วิกฤตด้านอาหารในเกาหลีเหนือย่ำแย่ลง และระบุเพิ่มเติมว่า เกาหลีเหนือยอมรับว่ามีปัญหาการขาดแคลนอาหารอย่างหนัก โดยอ้างอิงจากรายงานของสื่อทางการเกาหลีเหนือว่า รัฐบาลมีแผนการประชุมพรรคด้านการเกษตรอย่างเร่งด่วนในช่วงปลายกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้
นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าเกาหลีเหนือได้ปรับลดส่วนอาหารสำหรับทหารเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2000 หรือในรอบกว่า 20 ปีอีกด้วย โดยกระทรวงการรวมชาติเกาหลีใต้กำลังจับตาสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา เกาหลีเหนือประสบปัญหาการขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง รวมถึงทุพภิกขภัยในช่วงทศวรรษ 1990 ซึ่งมักเป็นผลมาจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ แต่ปัจจุบัน เป็นผลมาจากการระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้เกาหลีเหนือปิดชายแดนและล็อกดาวน์
อีกเหตุผลสำคัญคือ โครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธ ที่ทำให้นานาชาติออกมาตรการคว่ำบาตรเกาหลีเหนืออย่างรุนแรง
อย่างไรก็ตาม แม้จะถูกโดดเดี่ยวจากประชาคมโลก แต่การทดสอบขีปนาวุธของเกาหลีเหนือก็ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ปีที่แล้วถือเป็นปีที่เกาหลีเหนือทอสอบขีปนาวุธถี่และหนักมากขึ้น โดยมีการทดสอบขีปนาวุธที่คาดว่าจะเป็นขีปนาวุธข้ามทวีปหรือ ICBM ด้วย
ซึ่งการกระทำของเกาหลีเหนือถือว่าคุกคามความมั่นคงของภูมิภาค รวมถึงส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ย่ำแย่ลง
มีรายงานว่า กระทรวงกลาโหมของเกาหลีใต้ได้ระบุในสมุดปกขาวของกระทรวงว่า เกาหลีเหนือเป็น ‘ศัตรู’ ถือว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปีที่เกาหลีใต้ใช้คำเรียกที่แสดงท่าทีปฏิปักษ์ต่อเกาหลีเหนืออย่างชัดเจน
โดยระบุว่า ในปี 2022 เกาหลีเหนือนิยามว่าเกาหลีใต้เป็นศัตรูที่แท้จริง ดังนั้นระบอบการปกครองของเกาหลีเหนือและกองทัพเกาหลีเหนือจึงเป็นศัตรูของเกาหลีใต้เช่นกัน
ทั้งนี้เกาหลีใต้เคยเรียกเกาหลีเหนือว่าเป็น ‘ศัตรู’ ในสมุดปกขาวในปี 1995 หลังรัฐบาลเกาหลีเหนือขู่ว่าจะทำให้กรุงโซลเป็นทะเลเพลิง ก่อนที่ปี 2004 จะเปลี่ยนเป็นคำว่า ‘ภัยคุกคามทางทหารโดยตรง’ ด้วยท่าทีที่ประนีประนอมขึ้น
จนกระทั่งในปี 2010 เกาหลีใต้กลับมาใช้คำนี้อีกครั้ง หลังมีการกล่าวหาว่าเกาหลีเหนือยิงเรือรบเกาหลีใต้ ส่งผลให้มีลูกเรือเสียชีวิต 46 นาย
ในสมัยของประธานาธิบดีมุน แจอินได้ยกเลิกคำนี้อีกครั้ง เนื่องจากสนับสนุนให้เกิดความปรองดองระหว่างสองประเทศ
จนกระทั่งเมื่อปีที่ผ่านมา คิม จองอึนประกาศว่า เกาหลีเหนือเป็นชาตินิวเคลียร์ รวมถึงดำเนินการทดสอบขีปนาวุธอย่างต่อเนื่องหลายครั้ง ทำให้ยุน ซ็อกยอล ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของเกาหลีใต้ตอบโต้ด้วยการซ้อมรบกับสหรัฐฯ
ขณะเดียวกันในสมุดปกขาวนี้ได้ระบุถึงภัยคุกคามจากอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธที่พัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ ของเกาหลีเหนือ และเปิดเผยว่าเกาหลีเหนือมีคลังพลูโตเนียมที่ใช้สำหรับสร้างระเบิดนิวเคลียร์ที่เพิ่มขึ้น