โดยวันนี้ 21 ก.พ.เป็นแรกที่ผู้นำสหรัฐฯและผู้นำโปแลนด์ จะหารือเกี่ยวกับประเด็นยูเครนร่วมกัน หลังจากที่เมื่อวานได้แวะเยือนกรุงเคียฟอย่างไม่มีกำหนดการล่วงหน้า
วานนี้ โจ ไบเดน ได้เดินทางถึงกรุงวอร์ซอ เมืองหลวงของโปแลนด์เพื่อเตรียมเข้าพบและหารือร่วมกับอันด์แชย์ ดูดา ประธานาธิบดีโปแลนด์ในวันนี้
โดยตอนนี้ ประธานาธิบดีไบเดนกำลังร่วมกับผู้นำโปแลนด์อยู่ที่ที่พักของประธานาธิบดีโปแลนด์ ซึ่งวาระหลักในการหารือคาดว่าจะเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯและโปแลนด์ รวมถึงเรื่องการสนับสนุนยูเครนด้วย
หลังจากนั้นในวันพรุ่งนี้ (22 ก.พ.) ผู้นำสหรัฐฯ มีกำหนดการที่จะหารือร่วมกับบรรดาผู้นำจาก 9 ประเทศ หรือที่เรียกว่า "บูคาเรสต์ไนน์" ซึ่งประกอบไปด้วย บัลแกเรีย สาธารณรัฐเช็ก เอสโตเนีย ฮังการี ลัตเวีย ลิทัวเนีย โปแลนด์ โรมาเนีย และสโลวาเกีย
หัวข้อหลักที่จะถูกนำมาอภิปรายในกลุ่มบูคาเรสต์ไนน์คือ การเสริมสร้างความมั่นคงให้กับทั้ง 9 ประเทศ ซึ่งเป็นสมาชิกของนาโตที่อยู่ในด้านตะวันออกหรือ Eastern Flank ที่กำลังเผชิญกับความไม่มั่นคงหลังจากรัสเซียเข้ารุกรานยูเครน
การเดินทางไปเยือนโปแลนด์ของผู้นำสหรัฐฯ เกิดขึ้นในวันที่สงครามยูเครนกำลังจะดำเนินมาครบ 1 ปีเต็ม และยังเป็นวันเดียวกันกับที่ประธานาธิบดีปูตินของรัสเซีย จะต้องกล่าวสุนทรพจน์ต่อสมาชิกรัฐสภาเกี่ยวกับ”ปฏิบัติการทางทหารพิเศษ” และแสดงวิสัยทัศน์ในการบริหารประเทศท่ามกลางสงคราม
เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมาตามเวลาบ้านเรา วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ได้ขึ้นแถลงสุนทรพจน์ประจำปีต่อหน้าสมาชิกทั้งสองสภาของรัสเซีย
ประเด็นหลักของสุนทรพจน์ในปีนี้เป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้คือ เรื่องสงครามในยูเครน โดยผู้นำรัสเซียได้เปิดสุนทรพจน์ว่า
รัสเซียกำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากและเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ไม่สามารถหวนกลับไปสู่จุดเดิมได้แล้ว และตอนนี้ประชาชนในภูมิภาคดอนบาสกำลังรอให้รัสเซียเข้าไปช่วยเหลืออยู่
หลังจากนั้น ผู้นำรัสเซียได้กล่าวถึงเรื่องสงครามที่กำลังดำเนินอยู่ในยูเครนตอนนี้ โดยระบุว่า รัสเซียจะต้องสร้างหลักประกันด้านความมั่นคงให้ตนเองและกำจัดภัยคุกคามจากระบอบนาซีในยูเครน ที่เกิดขึ้นเมื่อ 14 ปีก่อนอย่างเป็นระบบและค่อยเป็นค่อยไป
ก่อนที่ประธานาธิบดีปูตินจะเปิดเผยต่อที่ประชุมว่า ยูเครนได้มีการพูดคุยกับชาติตะวันตกเกี่ยวกับเรื่องอาวุธต่าง ๆ ก่อนที่รัสเซียจะเปิดปฏิบัติการพิเศษทางการทหารเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ปีที่แล้ว ซึ่งรัสเซียพยายามเตือนเรื่องนี้มาโดยตลอด
ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีปูตินได้ตำหนิและกล่าวโทษชาติตะวันตกว่า กำลังคุกคามการดำรงอยู่ของรัสเซียด้วยความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในยูเครน แม้ชาติตะวันตกก็ทราบเป็นอย่างดีว่า พวกเขาไม่มีมีวันจะเอาชนะรัสเซียได้และอีกประเด็นสำคัญที่ถูกกล่าวถึงในสุนทรพจน์คือ การเพิ่มศักยภาพทางการทหารของรัสเซีย
โดยประธานาธิบดีปูตินได้ขอร้องให้สมาชิกสภาสนับสนุนแผนสำหรับการก่อสร้างและการพัฒนากองทัพสำหรับปี 2021-2025 ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี
ก่อนที่จะระบุว่าขั้นตอนต่อไปหลังจากนี้คือ การเสริมสร้างกองทัพบกและกองทัพเรือ รวมไปถึงกองกำลังนิวเคลียร์ เพื่อพร้อมรับมือกับภัยคุกคามอื่น ๆ ในอนาคต
นอกจากนี้ ประธานาธิบดีปูตินยังย้ำอย่างมั่นใจว่า ประชาชนส่วนมากในรัสเซียสนับสนุนแผนปฏิบัติการพิเศษทางการทหารในยูเครน
แม้ว่าผู้นำรัสเซียจะกล่าวถึงปฏิบัติการพิเศษทางการทหารและการเสริมสร้างศักยภาพกองทัพ แต่สุนทรพจน์ดังกล่าวก็ถูกวิจารณ์จากกลุ่มนักวิเคราะห์ที่สนับสนุนกองทัพรัสเซียเช่นกัน
อิกอร์ เกอร์กิน นักชาตินิยมผู้มีบทบาทสำคัญในการผนวกไครเมียของรัสเซียในปี 2014 ระบุว่า สุนทรพจน์นี้ทำให้เห็นว่าปฏิบัติการพิเศษทางการทหารดำเนินต่อไปแบบคลุมเครือ ไม่มีเป้าหมาย และไม่ถูกยกระดับให้เป็นสงคราม
ขณะเดียวกันผู้นำรัสเซียพูดถึงแต่ความสำเร็จของกองทัพ โดยไม่พูดถึงความล้มเหลวที่เกิดขึ้น ทำให้การฟังสุนทรพจน์ดังกล่าวไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด
นอกจากสหรัฐฯ และรัสเซียแล้ว วันนี้มีความเคลื่อนไหวออกมาจากทางรัฐบาลจีนเช่นกัน โดยสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน กำลังเตรียมตัวเดินทางไปเยือนรัสเซีย
สำนักข่าวทาสส์ (TASS) ของรัสเซียรายงานว่า หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีนจะเดินทางเยือนรัสเซีย และอาจเข้าหารือร่วมกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซีย
โดยหวัง เหวินปิน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนได้เปิดเผยถึงวัตถุประสงค์ในการหารือครั้งนี้ว่าเป็นไปเพื่อกระชับความสัมพันธ์อันดีและผลประโยชน์ของทั้งสองชาติ รวมถึงแสดงบทบาทเชิงรุกในการสร้างสันติภาพด้วย
ขณะเดียวกัน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศก็ได้ตำหนิและเตือนสหรัฐฯ ว่าไม่ควรยกระดับความขัดแย้งในยูเครน และการมอบความช่วยเหลือด้านอาวุธของสหรัฐฯ เมื่อวานนี้เป็นการแสวงหาผลประโยชน์ท่ามกลางภาวะสงคราม
ด้านเยนส์ สโตลเทนเบิร์ก เลขาธิการใหญ่นาโต ได้ออกมาพูดถึงเรื่องข้อมูลที่ว่าจีนกำลังพิจารณาส่งอาวุธช่วยเหลือรัสเซีย
โดยเขาระบุว่า นาโตก็มีความกังวลว่าจีนอาจส่งความช่วยเหลือด้านอาวุธให้แก่รัสเซีย และถ้าจีนทำเช่นนั้นจริงจะถือเป็นการข้ามเส้น ตลอดจนเป็นอันตรายต่อความสัมพันธ์ระหว่างจีนและชาติสมาชิกนาโต