1 ปีผ่านไป สิ่งที่รัสเซียทำได้คือการยึดดินแดนของยูเครนมาได้ราว 1 ใน 5 หลังเจอกับการต้านทานอย่างหนักจากยูเครนที่นำโดยประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี แต่ประธานาธิบดีปูตินไม่ถอย
ระหว่างการแถลงนโยบายประจำปีต่อรัฐสภาในกรุงมอสโกเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ผู้นำรัสเซียประกาศพร้อมทำสงครามระยะยาวในยูเครน และสั่งระงับการทำตามข้อตกลงต่างๆในสนธิสัญญาจำกัดหัวรบนิวเคลียร์ New START เพื่อตอบโต้การเยือนกรุงเคียฟแบบไม่แจ้งล่วงหน้าของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐฯ
1 วันก่อนหน้านั้น เป็นอีกครั้งที่โลกเข้าใกล้ความสุ่มเสี่ยงด้านอาวุธนิวเคลียร์
เมื่อคืนที่ผ่านมาก่อนเวลาเที่ยงคืน โรงละครโอเปร่าในกรุงเคียฟมีการจัดแสงสีแสดงภาพธงชาติยูเครน สัญญลักษณ์ที่แสดงถึงว่าเคียฟยังยืนหยัดอยู่ได้แม้ผ่านความโหดร้ายของสงครามมาถึง 1 ปีเต็ม
ขณะที่เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ( 24 ก.พ.) ประธานาธิบดีเซเลนสกีออกแถลงการณ์เนื่องในวันครบรอบ 1 ปีสงครามประกาศกับประชาชนและประชาคมโลกว่ายูเครนในวันนี้แข็งแรงขึ้นและพร้อมแล้วสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่อาจจะเกิดขึ้น
1 ปีที่ผ่านมาของสงคราม ความสูญเสียมากมายมหาศาล ทั้งชีวิตของพลเรือนและทหารที่ล้มตาย
ขณะที่ทั่วโลกก็ได้รับผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจอย่างหนักจากราคาพลังงานที่ผันผวนและภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรง
ไม่เป็นที่ชัดเจนว่าจำนวนตัวเลขผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากสงครามครั้งนี้มีเท่าไหร่เนื่องจากทั้งรัสเซียและยูเครนปกปิดตัวเลขความสูญเสียของตน แต่คาดการณ์กันว่า ฝั่งยูเครนเสียทหารประมาณ 100,000 นาย พลเรือนอีกประมาณ 7,199 คน
ทางด้านรัสเซีย การประมาณการว่าสูญเสียทหารกว่า 140,000 นาย ยูเครนมีประชากรประมาณ 44 ล้านคน และเกือบ 19 ล้านคนต้องหนีออกนอกประเทศในช่วงต้นของสงคราม
ก่อนที่จะกลับเข้าประเทศไปประมาณ 10 ล้านคนหลังยูเครนเริ่มตรึงการรุกของรัสเซียได้
หมายความว่าขณะนี้มีชาวยูเครนกว่า 8 ล้านคนที่เป็นผู้ลี้ภัย โดยคนเหล่านี้กระจัดกระจายอยู่ในหลายประเทศของยุโรป จำนวนมากใช้ชีวิตต่อด้วยความยากลำบาก อีกไม่นับรวมบาดแผลทางด้านจิตใจที่เกิดขึ้นจากการเผชิญความโหดร้ายของสงคราม
สงครามเปลี่ยนชีวิตของผู้คนอย่างสิ้นเชิง และในวันนี้ชาวยูเครนทั่วประเทศต้องอยู่ภายใต้ความระมัดระวังอย่างถึงที่สุดหลังจากมีรายงานว่ารัสเซียอาจใช้โอกาสในวันครบรอบ 1 ปีโจมตีใหญ่ด้วยขีปนาวุธทางอากาศ
ภาพของกรุงเคียฟโดยทั่วไปในวันนี้ ประชาชนและการจราจรบางตาลงเพราะการรักษาความมั่นคงที่เข้มงวดมากขึ้น
มีการประกาศ เด็กๆให้เรียนทางออนไลน์จากที่บ้าน ธุรกิจและหน่วยงานราชการไม่ต้องเข้าที่ทำงานยกเว้นมีความจำเป็นจริงๆ เช่นหน่วยงานที่ทำงานเกี่ยวกับด้านไฟฟ้าและน้ำประปา
นี่เป็นบางส่วนของมาตรการที่มีการประกาศใช้ในวันที่ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าแผนการณ์ของประธานาธิบดีปูตินคืออะไร
ส่วนที่จตุรัสไมดานใจกลางกรุงเคียฟซึ่งปกติจะมีผู้คนสัญจรหรือผ่านไปมา วันนี้ก็เงียบเหงาเช่นเดียวกัน
หนึ่งในคนที่ผ่านมาบริเวณนั้นคือวาเลนตินา หญิงวัย 75 ปี เธอบอกสั้นๆเพียงว่า เธอเสียทั้งลูกชายและสามีในสงคราม เธออยากให้วันนี้เป็นวันที่สันติสุขสำหรับทุกคน
ไม่มากก็น้อย ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ประชาชนคนยูเครนแทบทุกคนที่มีอยู่กว่า 40 ล้านคนได้รับผลกระทบจากสงครามที่เกิดขึ้น
ในวันครบรอบ 1 ปีอะไรคือสิ่งที่คนที่นี่คาดหวังคือ สันติภาพ แต่จะได้หรือไม่ หรือจะเป็นสันติภาพแบบไหนหรือของใคร นี่ยังเป็นคำถามที่ใหญ่ที่สุดในนี้