ขณะที่รัสเซียกำลังกระหน่ำยูเครนอย่างหนักต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 ด้วยโดรนและขีปนาวุธ โดยจุดที่ถูกโจมตีหนักที่สุดคือ กรุงเคียฟ โดยลักษณะของการโจมตีเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักคือ เกิดขึ้นในช่วงกลางวันและต่อเนื่องถึง 3 ระลอก ส่งผลให้ผู้คนจำนวนมากต้องหนีตายหาที่หลบภัย
ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงสายของเมื่อวานนี้ 29 พ.ค. เด็กๆหลายสิบคนที่กำลังเดินอยู่บนถนนเส้นหนึ่งใจกลางกรุงเคียฟพากันกรีดร้องด้วยความตกใจ ก่อนที่จะวิ่งหาที่หลบภัยหลังเกิดเสียงระเบิดดังสนั่น สัญญานเตือนภัยหรือไซเรนดังขึ้นทั่วเมือง
เสียงไซเรนไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนที่นี่ แทบทุกวันจะมีสัญญานเตือนภัยอยู่แล้ว แต่ที่ต่างไปจากเดิมคือ ขีปนาวุธและโดรนที่รัสเซียส่งเข้ามาโจมตีนั้นมีมากกว่าทุกครั้ง จนทำให้เห็นภาพของการปะทะกันของขีปนาวุธจากระบบป้องกันภัยทางอากาศของยูเครนที่ปะทะกับขีปนาวุธของรัสเซีย
เศษซากของขีปนาวุธที่หล่นจากท้องฟ้าคือปัญหาเพราะทำให้คนบาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้ ยังไม่นับรวมถึงขีปนาวุธหรือโดรนที่อาจหลุดรอดจากการสกัดของระบบป้องกันภัยทางอากาศอีก
นี่จึงทำให้ทางการกรุงเคียฟแจ้งเตือนประชาชนให้เข้าที่หลบภัย ไม่ว่าจะเป็นที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน หรือห้องใต้ดินตามอาคารต่างๆ
การโจมตีเกิดขึ้นต่อเนื่องทั้งวันถึง 3 ระลอกทำให้ประชาชนไม่สามารถออกไปทำงานหรือใช้ชีวิตตามปกติได้ เมื่อคืนที่ผ่านมา โฆษกกองทัพอากาศยูเครนออกมาตั้งข้อสังเกตุถึงอาวุธที่รัสเซียใช้ หนึ่งในนั้นคือขีปนาวุธอิสคันเดอร์เอ็ม ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอาวุธไม้เด็ดของรัสเซีย
อิสคันเดอร์เอ็ม เป็นขีปนาวุธพิสัยใกล้ สามารถโจมตีเป้าหมายสูงสุดที่ 500 กิโลเมตรติดตั้งหัวรบทุกประเภทที่มีน้ำหนักระหว่าง 480-700 กิโลกรัมได้ รวมถึงหัวรบนิวเคลียร์ อิสคันเดอร์เอ็มโจมตีได้ทั้งเป้านิ่งและเป้าเคลื่อนไหว รวมถึงสามารถหลบหลีกการตรวจจับของระบบป้องกันภัยทางอากาศได้ด้วย รัสเซียใช้อิสคันเดอร์เอ็มในการโจมตียูเครนช่วงแรกๆ ของสงคราม แต่ไม่ถี่และหนักเหมือนที่เกิดขึ้นเมื่อวาน
ก่อนหน้าที่จะยิงขีปนาวุธอิสคันเดอร์เอ็ม รัสเซียมีการใช้โดรนชาเฮ็ด 136 ซึ่งเป็นโดรนราคาถูกที่ผลิตในประเทศอิหร่านโจมตียูเครนหลายระลอกในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยวิธีการโจมตีคือ บินโดรนเข้ามาเป็นฝูง ฝูงละประมาณ 50 ลำ ทำให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศของยูเครนต้องทำงานอย่างหนักเพื่อสกัด
หลายฝ่ายเชื่อว่า นี่เป็นแผนของรัสเซียในการตัดกำลังของยูเครน เพราะระบบป้องกันภัยทางอากาศช่วยให้ยูเครนรอดจากความเสียหายหนักเมื่อรัสเซียโจมตี ระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ยูเครนใช้เป็นหลักคือ S-300 ซึ่งพัฒนามาตั้งแต่สมัยสหภาพโซเวียต โดยตัวนี้มีบทบาทมากกว่าร้อยละ 80 ในการป้องกันการโจมตีจากรัสเซีย
ทั้งนี้ เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีเอกสารลับของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ที่หลุดออกมาซึ่งบางช่วงของเอกสารระบุว่า ขีปนาวุธและแบตเตอรี่ของ S-300 และระบบป้องกันภัยทางอากาศอีกหลายตัวของยูเครนกำลังจะหมดลงในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม และจะทำให้ยูเครนเปิดจุดอ่อนให้รัสเซียโจมตีได้ทันที
อย่างไรก็ตาม ในการแถลงข่าวเมื่อคืนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครนระบุว่า ยูเครนยังมีสิ่งที่ปกป้องชีวิตของประชาชนอยู่ นั่นก็คือ ระบบป้องกันภัยทางอากาศแพทริออตที่ได้มาจากสหรัฐฯ โดยในการโจมตีตลอด 3 วันที่ผ่านมา ระบบแพทริออตสามารถสกัดโดรนและขีปนาวุธของรัสเซียได้หมด
การโจมตีที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันเสาร์จนถึงเมื่อวานนี้ น่าจะเป็นการโจมตีกรุงเคียฟที่หนักที่สุดในรอบ 14 เดือนนับตั้งแต่รัสเซียถอนกำลังออกจากรอบกรุงเคียฟไป การโจมตียังเกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมาจนถึงช่วงเช้า และมีรายงานผู้เสียชีวิต
นี่คือภาพการโจมตีกรุงเคียฟเมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า การโจมตีเป็นไปอย่างหนักหน่วง และเกิดขึ้นหลายระลอก นอกจากนี้ยังมีรายงานเสียงระเบิดและเสียงปืนดังในหลายจุดของเมืองด้วย
การโจมตีหนักเกิดขึ้นหลังจากยูเครนกำลังจะเตรียมโต้กลับรัสเซียครั้งใหญ่ โดยคาดว่าจะเกิดขึ้นในอีกสัปดาห์หรือสองสัปดาห์ข้างหน้า โดยคาดการณ์กันว่าจุดที่ยูเครนจะเปิดปฏิบัติการคือ บริเวณเมืองเมลิโตปอล ที่ตั้งของฐารทหารสำคัญของรัสเซียซึ่งเชื่อมต่อภาคตะวันออกกับภาคใต้ของยูเครน
การโจมตีจุดนี้ก็เพื่อที่จะตัดกำลังและเส้นทางไม่ให้กองทัพรัสเซียเคลื่อนกำลังจากทางตะวันออกมาทางตอนใต้ได้
อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายระบุว่า การโต้กลับอาจไม่จำกัดอยู่ในเฉพาะแผ่นดินยูเครน แต่จะหมายถึงการที่ยูเครนหรือฝ่ายสนับสนุนยูเครนโจมตีเข้าไปในแผ่นดินรัสเซียด้วย เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมามีรายงานกรุงมอสโก เมืองหลวงของรัสเซียถูกโจมตีด้วยโดรนกว่า 8 ลำ
เหตุการณ์ฝูงโดรนโจมตีมอสโกเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าตรู่ที่ผ่านมา โดยสำนักข่าวท้องถิ่นหลายแห่งของรัสเซียรายงานว่า ได้ยินเสียงระเบิดเกิดขึ้นหลายครั้งในหลายจุดของกรุงมอสโก โดยเสียงระเบิดเกิดจากการที่ระบบป้องกันภัยทางอากาศยิงสกัดโดรนจำนวน 8 ลำ
เขตที่ตกเป็นเป้าหมาย เช่น เขตอิสตรา คราสโนกอร์สก์ และโอดินต์โซโว โดยตัวอาคารหลายแห่งได้รับความเสียหายและต้องอพยพคนออกมาเพื่อความปลอดภัย หนึ่งในผู้ที่อยู่เหตุการณ์ระบุว่า ทิศทางของโดรนเหมือนจะตรงไปที่ศูนย์กลางของกรุงมอสโก เช่นกระทรวงกลาโหมหรือพระราชวังเครมลิน แต่ถูกระบบป้องกันภัยทางอากาศสกัดไว้ได้ก่อน อย่างไรก็ตาม นี่จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่เกิดการโจมตีลักษณะนี้
ล่าสุดหน่วยงานด้านความมั่นคงของรัสเซียได้เข้าไปในพื้นที่เพื่อเก็บซากของโดรนไปตรวจสอบ โดยขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยว่าโดรนดังกล่าวถูกปล่อยมาจากสถานที่ใด ขณะที่ทางยูเครนก็ยังไม่มีท่าทีหรือความเคลื่อนไหวใดๆ แต่การโจมตีกรุงมอสโกเกิดขึ้นหลังจากพลเอกคิริโล บูดานอฟ ผู้บัญชาการหน่วยข่าวกรองของยูเครนเตือนว่า รัสเซียต้องเผชิญกับการตอบโต้ที่เฉียบขาดจากการเข้าถล่มยูเครนในช่วงหลายวันที่ผ่านมา
นับตั้งแต่เกิดสงครามในยูเครน นี่เป็นครั้งที่ 2 แล้วที่มีโดรนปริศนาบินมุ่งหน้าเข้าโจมตีเมืองหลวงของรัสเซีย
โดยครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมา เมื่อโดรน 2 ลำบินพุ่งตรงไปที่ทำเนียบเครมลิน ซึ่งเป็นที่ทำงานของประธานาธิบดีปูติน ก่อนที่จะถูกสกัดตก โดยในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ ประธานาธิบดีปูตินไม่ได้อยู่ในทำเนียบเครมลิน ในคราวนั้นรัสเซียออกมากล่าวหาว่ายูเครนและสหรัฐฯ อยู่เบื้องหลัง แต่ยูเครนออกมาระบุว่า รัสเซียสร้างสถานการณ์ขึ้นมาเอง และจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ชัดเจนว่า ใครคือผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์
เช่นเดียวกับเหตุการณ์ปล่อยโดรน 8 ลำโจมตีมอสโกเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ที่ก็ยังไม่มีใครออกมาแสดงความรับผิดชอบเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายวิเคราะห์ว่า หากไม่ใช่ฝีมือของกองทัพยูเครน ก็อาจเป็นฝีมือของชาวรัสเซียที่มีแนวคิดต่อต้านประธานาธิบดีปูติน
ในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มที่มีแนวคิดต่อต้านประธานาธิบดีปูตินได้เริ่มเปิดตัวอย่างน้อย 2 กลุ่ม นั่นก็คือ กลุ่มกองกำลังเสรีภาพรัสเซีย และกลุ่มกองกำลังรัสเซียอาสา โดยประกาศเป้าหมายของกลุ่มว่า เพื่อปลดปล่อยรัสเซียจากระบอบการปกครองของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน
กองกำลัง 2 กลุ่มนี้คือผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีเมืองเบลโกรอด ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของรัสเซีย โดยนับตั้งแต่เกิดสงคราม ที่นี่ถูกใช้เป็นฐานในการส่งกำลังบำรุงให้ทหารรัสเซียในยูเครน เนื่องจากเมืองนี้ห่างจากชายแดนยูเครนเพียง 40 กิโลเมตรเท่านั้น
เดนิส คาปุสติน ผู้ก่อตั้งกลุ่มกองกำลังรัสเซียอาสาประกาศเป้าหมายของกลุ่มว่า เพื่อปลดปล่อยรัสเซียจากระบอบการปกครองของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินและสิ่งที่เกิดขึ้นในแคว้นเบลโกรอดเป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น
สำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักตรงกันระบุว่า นักรบของทั้งสองกลุ่มนี้มีฐานที่มั่นอยู่ในยูเครนและได้รับการฝึกฝนการรบกับกองกำลังยูเครน แต่ไม่ได้สังกัดหรือขึ้นกับกองทัพยูเครน โดยพวกเขายืนยันว่าสู้ในนามของชาวรัสเซียภายใต้ธงของกลุ่มตนเอง