เมื่อวานนี้ ( วันจันทร์) สื่อหลายสำนักในสหรัฐฯ รายงานว่า นาย ลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้คัดเลือกทหารจำนวน 2,000 นายเพื่อการช่วยเหลืออิสราเอล และได้แจ้งให้ทหารเหล่านี้เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการถูกส่งไปปฏิบัติหน้าที่ในภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกภายใน 24 ชั่วโมง หลังได้รับคำสั่ง
กำลังพลสหรัฐฯที่ได้รับการคัดเลือกมีความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆที่แตกต่างกันออกไป เช่นการสนับสนุนด้านการแพทย์ หรือการเก็บกู้วัตถุระเบิด
โดยการทำหน้าที่จะจำกัดเฉพาะเพียงการสนับสนุนอิสราเอลเท่านั้น เช่น การให้คำปรึกษา และการสนับสนุนงานด้านการรักษาพยาบาล แต่จะไม่มีส่วนร่วมโดยตรงกับปฏิบัติการทางทหารต่อกลุ่มติดอาวุธฮามาส
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่เมื่อวันศุกร์ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯได้ส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบิน “ยูเอสเอสส ดไวท์ ดี ไอเซนด์ฮาวเออร์ แคริเออร์ สไตรก์ กรุ๊ป” (USS Dwight D. Eisenhower Carrier Strike Group) เดินทางเข้าสู่ น่านน้ำทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก นับเป็นกองเรือบรรทุกเครื่องบินกองที่ 2 ที่สหรัฐฯ ส่งเข้าสู่ภูมิภาคดังกล่าว ต่อจาก ยูเอสเอส เจอร์ราลด์ อาร์ ฟอร์ด แคริเออร์ สไตรก์ กรุ๊ป” (USS Gerald R. Ford Carrier Strike Group)
โดยการส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินทั้งสองกองของสหรัฐฯ เข้าสู่ภูมิภาคแห่งนี้ ถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังอิหร่าน และ กลุ่มตัวแทนในภูมิภาค เช่นกลุ่มฮิซบอลลเลาะห์ อย่ายกระดับความขัดแย้งในภูมิภาค
สถานการณ์การสู้รบระหว่างอิสราเอล และกลุ่มฮามาสที่อาจขยายวง ยังทำให้เมื่อวานนี้ ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐฯ ตัดสินใจยกเลิกการปราศรัยนโยนบายเศรษฐกิจในรัฐโคโลราโด เพื่อเข้าร่วมการประชุมกับเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงระดับสูง
ขณะที่ นายจอห์น เคอร์บี (John Kirby) โฆษกด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ เปิดเผยว่าประธานาธิบดี โจ ไบเดน จะเดินทางเยือนกรุงเทลอาวีฟ ของอิสราเอล ในวันพรุ่งนี้ (วันพุธ) เพื่อตอกย้ำจุดยืนสนับสนุนอิสราเอล และ ช่วยเหลือพลเรือนในฉนวนกาซา ซึ่งจะรวมถึงการกำหนดเส้นทางปลอดภัยเพื่อการอพยพออกจากพื้นที่