“ผมคิดว่าผมคงจะตาย” ตัวประกันไทยเปิดใจ ชีวิต 50 วันในเงื้อมมือฮามาส


โดย PPTV Online

เผยแพร่




“อนุชา อ่างแก้ว” แรงงานไทยในอิสราเอลที่ถูกกลุ่มฮามาสจับเป็นตัวประกัน เปิดใจกับสำนักข่าวรอยเตอร์ ถึงประสบการณ์ที่เขาประสบมา

“อนุชา อ่างแก้ว” วัย 28 ปี คือหนึ่งในแรงงานไทยที่ถูกดึงเข้าไปพัวพันกับสงครามความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและฮามาส เมื่อเขาถูกจับไปเป็นตัวประกันตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค. ซึ่งฮามาสได้เปิดฉากการโจมตีอิสราเอล

แม้เขาจะได้รับการปล่อยตัวออกมาในวันที่ 25 พ.ย. ที่ผ่านมา แต่ะระยะเวลา 50 วันที่ต้องตกอยู่ในเงื้อมมือของกลุ่มฮามาส ดูเหมือนจะยังคงเป็นฝันร้ายสำหรับอนุชาอยู่ดี

อิสราเอลแฉ ฮามาสใช้พื้นที่ “เซฟโซน” ยิงจรวด

อิสราเอล ปิดล้อมบ้านของผู้นำกลุ่มฮามาสในข่าน ยูนิส

อิสราเอลโชว์ภาพอาวุธที่ยึดมาจากคลังแสงใหญ่กลุ่มฮามาส

อนุชา ซึ่งปัจจุบันได้กลับมาพำนักอยู่กับครอบครัวที่ จ.อุกดรธานี ได้เปิดใจกับสำนักข่าวรอยเตอร์ และเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เขาบอกว่า ในวันที่กลุ่มฮามาสบุกโจมตีอิสราเอล เขาและเพื่อน ๆ อีก 5 คนที่ทำงานอยู่ในฟาร์มอะโวคาโดแห่งหนึ่งในชุมชนเกษตรกรรมเรอิม (Re’im) ได้ไปหลบขีปนาวุธกันอยู่ในบังเกอร์หลบภัย กระทั่งเวลาประมาณ 07.30 น. พวกเขาออกมาจากบังเกอร์ และคิดว่าจะได้พบกับทหารอิสราเอล แต่ที่พวกเขาได้พบ กลับเป็นนักรบของกลุ่มฮามาสแทน

เมื่อเจอหน้ากัน นักรบกลุ่มฮามาสราว 10 คน ซึ่งติดธงชาติปาเลสไตน์ไว้บริเวณแขนเสื้อ ได้พยายามโจมตีหรือจับกุมพวกเขา

“เราตะโกนว่า ‘ไทยแลนด์ ไทยแลนด์’ ... แต่พวกเขาไม่สนใจ” อนุชาเล่า

หลังจากนั้น ชาวไทย 2 ใน 6 คนก็ถูกสังหาร รวมถึงเพื่อนคนหนึ่งที่อนุชาบอกว่าถูกยิงเสียชีวิตต่อหน้าเขา ส่วนที่เหลือก็ถูกบังคับให้ขึ้นรถบรรทุก และเดินทางไปยังฉนวนกาซาโดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที

อนุชาบอกว่า ตัวประกันจำนวนมากต้องอดทน และบางคนยังคงอดทนต่อไป โดยบรรดาตัวประกันนอนอยู่บนพื้นที่เป็นเหมือนทรายและถูกกลุ่มกลุ่มฮามาสทุบตี โดยเฉพาะชาวอิสราเอลที่ได้รับการปฏิบัติโหดร้ายเป็นพิเศษ

“ผมคิดว่าผมคงจะตาย” เขาเล่า และเสริมว่า ในช่วง 50 วันของการถูกจับเป็นตัวประกัน พวกเขาอยู่ในห้องใต้ดินเล็ก ๆ โดยมีเจ้าหน้าที่ติดอาวุธรักษาความปลอดภัย และเข้าถึงได้ด้วยอุโมงค์แคบ ๆ ที่มืดมิดเท่านั้น

อนุชาบอกว่า ตัวเขาเองก็เคยถูกกลุ่มฮามาสทุบตีเช่นกัน โดยครั้งหนึ่ง กลุ่มติดอาวุธในเครื่องแบบได้ส่งคนไทยให้กับชายกลุ่มเล็ก ๆ ซึ่งพาพวกเขาไปยังบ้านร้างและมัดมือไว้ด้านหลัง

แรงงานไทยทั้ง 4 คน ถูกพาตัวมาพร้อมกับชาวอิสราเอลวัย 18 ปีรายหนึ่ง ซึ่งมาจากชุมชนเกษตรกรรมเรอิมเช่นกัน จากนั้นการทุบตีก็เริ่มขึ้น พวกของอนุชาพยายามตะโดนขณะที่ผู้คุมต่อยและเตะพวกเขา “เราตะโกนว่า ‘ไทยแลนด์ ไทยแลนด์’” ทำให้ความรุนแรงของการทุบตีเบาลง แต่เด็กหนุ่มอิสราเอลไม่ได้รับความปราณีนั้น

1 ชั่วโมงต่อมา ทั้งห้าคนถูกนำตัวขึ้นรถบรรทุกอีกคันซึ่งขับไปประมาณ 30 นาทีไปยังอาคารเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่ทอดเข้าไปในอุโมงค์ ใกล้กับปากอุโมงค์ พวกเขาถูกทุบตีอีกครั้งและถ่ายรูป ก่อนที่จะเดินผ่านทางเดินอันมืดมิดกว้างประมาณ 1 เมตรไปยังห้องเล็กๆ

ในห้องขังไร้หน้าต่าง ซึ่งมีขนาดประมาณ 1.5 เมตร x 1.5 เมตร และมีหลอดไฟส่องสว่าง ทั้ง 5 คนถูกขังไว้ร่วมกับชายชาวอิสราเอลอีกคน รวมมี 6 คนในห้องขังนั้น

อนุชาเล่าต่อว่า กลุ่มฮามาสยังคงเตะต่อยตัวประกันต่อไปเป็นเวลา 2 วัน แต่ตัวประกันชาวอิสราเอลนอกจากจะโดนทุบตีแล้วยังถูกเฆี่ยนด้วยสายไฟด้วย

อนุชาไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่แม้มาหลายสัปดาห์หลังจากได้รับการปล่อยตัวจาก ข้อมือของเขาก็ยังคงมีร่องรอยจากเครื่องพันธนาการอยู่ดี

เขาเสริมว่า พวกเขาต้องนอนอยู่บนพื้นทราย ได้รับอาหารเป็นขนมปังแผ่นวันละ 2 ครั้ง และได้รับน้ำวันละ 2 ขวด ซึ่งต้องแบ่งกันให้เพียงพอสำหรับ 6 คน ซึ่งอนุชาเริ่มนับวันที่ถูกจับจากอาหารที่ได้รับ ว่าผ่านไปกี่วันแล้ว

ส่วนห้องน้ำก็เป็นเพียงหลุมบนพื้นใกล้ห้องขัง ซึ่งทุกครั้งที่ไปจะต้องมีกลุ่มฮามาสถืออาวุธคล้าย AK-47 ตามไปคุมด้วย

“ผมรู้สึกสิ้นหวัง” อนุชากล่าว และบอกว่า หลังจากผ่านไป 4 วัน ทั้งหกคนก็ถูกย้ายไปยังอีกห้องหนึ่ง โดยระหว่างเดิน แสงจากไฟฉายของผู้คุมทำให้อนุชาเห็นว่า ภายในอุโมงค์นั้นเรียงรายไปด้วยประตูโลหะจำนวนมาก

ห้องใหม่ของพวกเขากว้างขวางมากขึ้น มีผ้าปูที่นอนพลาสติกให้นอน หลอดไฟ 3 ดวงส่องสว่าง มีการตั้งซุ้มขึ้นเป็นห้องน้ำในตัว การทุบตีก็หยุดลง อาหารได้รับการปรับให้มีถั่ว เนย และต่อมาก็มีข้าวด้วย

อนุชายังคงใช้การได้อาหารเพื่อนับวันที่ถูกจับ และสร้างรอยขีดข่วนได้บนพื้นเพื่อระบุจำนวนวันที่ถูกกักขัง

จากนั้นวันหนึ่ง กลุ่มฮามาสก็นำเอกสารมาให้พวกเขาเซ็น แต่กลุ่มฮามาสพูดได้แต่ภาษาอาหรับเท่านั้น โชคดีที่ชาวอิสราเอลซึ่งถูกจับอยู่ด้วยกันแปลเป็นภาษาฮีบรูให้ และดีที่อนุชาเข้าใจภาษาฮีบรูขั้นพื้นฐาน

แต่เจ้าหน้าที่ฮามาสกลับทิ้งปากกาลูกลื่นไว้ พวกเขาจึงใช้มันในการจับเวลา วาดรูป และวาดกระดานหมากรุกบนแผ่นพลาสติก และใช้กล่องยาสีฟันสีชมพูและเขียวมาทำเป็นตัวหมาก

ในช่วงเวลาที่ถูกจับ เพื่อไม่ให้รู้สึกหมดหวัง อนุชาและเพื่อนที่เหลืออีก 3 คนอาศัยการเล่นหมากรุกบนกระดานที่ทำเอง พูดคุยกันเรื่องความทรงจำเกี่ยวกับครอบครัว และความคิดถึงอาหารไทย

อนุชาบอกว่า เขาอยากกินซอยจุ๊ ซึ่งเป็นเนื้อดิบจิ้มกับซอสรสเผ็ดของไทย “อาหารเป็นแหล่งของความหวัง” นอกจากนี้ เขายังมักนึกถึงบ้าน พ่อ ลูกสาววัย 7 ขวบ และคู่ชีวิตที่อยู่กันมา 14 ปี

กระทั่งในวันที่ 35 ชายคนหนึ่งในชุดดำเข้ามาตรวจตรา อนุชาสังเกตว่า จากพฤติกรรมของเขาและผู้คุมที่ให้ความเคารพ พวกเขาสันนิษฐานว่านี่น่าจะเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่อาวุโสของกลุ่มฮามาส

จากนั้นก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง กิจวัตรประจำวันของพวกเขากลับมาดำเนินต่อ จนกระทั่งวันหนึ่ง มีเจ้าหน้าที่เข้ามาหาหลังจากรับประทานอาหารมื้อแรกและประกาศว่า “ไทยแลนด์ กลับบ้าน”

ชาวไทยทั้งสี่คนถูกพาเข้าไปในอุโมงค์เป็นเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง และขึ้นมาเหนือพื้นดิน ตรงไปยังศูนย์ปฏิบัติการของกลุ่มฮามาส ซึ่งมีตัวประกันหญิงชาวอิสราเอลจำนวนหนึ่งรออยู่ด้วย

ประมาณ 11 ชั่วโมงต่อมา พวกเขาถูกส่งตัวไปที่สภากาชาด ซึ่งพาตัวพวกเขาออกจากฉนวนกาซาในวันที่ 25 พ.ย. ในที่สุด

“ผมไม่คิดว่าจะได้รับการปล่อยตัว มันเหมือนกับว่าผมได้เกิดใหม่” อนุชากล่าว แต่ยอมรับว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ต.ค. ยังคงเป็นสิ่งที่รับได้ยากอยู่ดี “ผมสูญเสียเพื่อนไปต่อหน้าต่อตา”

 

เรียบเรียงจาก Reuters

ภาพจาก Reuters

เปิดใจ! ครูขายโรตีเลี้ยงชีพ หลังโดน ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดให้ออกจากราชการ

กางปฏิทินจ่ายเงินเดือนข้าราชการ ค่าจ้างลูกจ้างประจำ บำนาญ ปี 2566

เปิดสถิติหวยออกย้อนหลัง 15 ปี งวด 16 ธันวาคม

TOP ต่างประเทศ
วิดีโอยอดนิยม
เรื่องที่คุณอาจพลาด

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ