กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) หรือกองทัพอิสราเอลออกแถลงการณ์ว่า กองทัพอิสราเอลได้โจมตีเป้าหมาย 7 แห่ง ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในดินแดนของเลบานอน แต่ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ
ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการตอบโต้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ที่ยิงจรวดข้ามพรมมแดนจากเบานอนโจมตีสนามฟุตบอลแห่งหนึ่งของเมือง "มัจดาล แชมส์" (Majdal Shams) ในเขตที่ราบสูงโกลาน เมื่อช่วงเย็นวันเสาร์ที่ผ่านมา
เหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้เสียชีวิต 12 คน ซึ่งทั้งหมดเป็นเยาวชนอายุระหว่าง 12 ถึง 20 ปี อีกทั้งยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 44 คน นับเป็นเหตุสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดทางภาคเหนือของอิสราเอล นับตั้งแต่สงครามกวาดล้างกลุ่มฮามาสเปิดฉากขึ้นตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค.ปีที่แล้ว
โดยเมื่อวานนี้ (อาทิตย์ 28 ก.ค.) นายกรัฐมนตรี เนทันยาฮู ได้เรียกประชุมคณะรัฐมนตรีความมั่นคงทันทีที่เดินทางกลับจากสหรัฐฯเพื่อหารือมาตรการตอบโต้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในขั้นต่อไป
ขณะที่นาย อับดุลลาห์ บู ฮาบิบ (Abdallah Bou Habib) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเลบานอน เปิดเผยว่า ขณะนี้มีความพยายามทางการทูตที่ขอร้องให้ทั้งอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ใช้ความอดทนอดกลั้นหลีกเลี่ยงการตอบโต้กันเพิ่มเติม
ด้านอิหร่าน ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลักของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์เตือนอิสราเอลว่าการส่งกำลังทหารเข้าสู้เลบานอนจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิด โดยกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านเตือนว่าการกระทำที่ขาดความยั้งคิดของอิสราเอลอาจทำให้ทั่วทั้งภูมิภาคเผชิญกับความไร้เสถียรภาพ ความไม่ปลอดภัย และ สงครามที่ลุกลามมากขึ้น
เช่นเดียวกับ ประธานาธิบดี เรย์ซิป เทย์ยิป เออร์โดอาน ผู้นำตุรกี ที่ส่งสัญญานพร้อมใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดกับอิสราเอลโดยระหว่างการประชุมร่วมกับพรรคยุติธรรมและการพัฒนา ( Justice and Development Party ) เมื่อวานนี้ ประธานาธิบดี เออร์โดอาน ระบุว่าตุรกีจะไม่ปล่อยให้อิสราเอลใช้ความรุนแรงกับชาวปาเลสไตน์และพร้อมส่งกำลังทหารเข้าแทรกแซงสถานการณ์ เหมือนกับที่เคยส่งทหารเข้าควบคุมสถานการณ์ความสงบในลิเบียและภูมิภาคคาราบัคในอาร์เซอร์ไบจาน
นอกจากนี้ผู้นำตุรกี ยังยืนยันว่าจะให้การสนับสนุนกลุ่มฮามาสต่อไป โดยรัฐบาลจะไม่ยอมให้ประเทศอื่นบังคับตุรกีต้องขึ้นบัญชีกลุ่มติดอาวุธดังกล่าวเป็นองค์การก่อการร้าย