เมื่อวันที่ 9 ต.ค. องค์การบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NOAA) รายงานว่า เมื่อเย็นวันที่ 8 ต.ค. ตามเวลาเขตตะวันออก ดวงอาทิตย์ได้ปลดปล่อยมวลโคโรนา (CME) ซึ่งเป็นการพ่นมวลอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้ากลุ่มใหญ่ออกจากดวงอาทิตย์
โดย CME ได้มุ่งหน้ามายังโลก และจะมาถึงโลกในวันที่ 10 ต.ค. เกิดเป็น “พายุแม่เหล็กโลก” (Geomagnetic storm) ซึ่งเกิดจากสนามแม่เหล็กโลกถูกรบกวนจากคลื่นกระแทกของกลุ่มอนุภาคมีประจุไฟฟ้าจำนวนมากจากดวงอาทิตย์
NOAA คาดการณ์ว่า CME จะมีความเร็ว 1,200-1,300 กม./วินาที ทำให้อาจมาถึงโลกได้เร็วที่สุดในช่วงเช้าถึงเที่ยงของวันที่ 10 ต.ค. ตามเวลาเขตตะวันออก (ค่ำวันที่ 10 ต.ค. ถึง 01.00 น. ของวันที่ 11 ต.ค. ตามเวลาประเทศไทย) และอาจคงอยู่ไปถึงวันที่ 11 ต.ค.
รวมข้อมูลพร้อมพิกัดบูธ “สัปดาห์งานหนังสือแห่งชาติ 2567” ครั้งที่ 29
พายุแม่เหล็กโลกนั้น แม้จะเกิดขึ้นในอวกาศเหนือชั้นบรรยากาศโลก แต่ส่งผลกระทบต่อโลกได้ โดยเฉพาะผลกระทบต่อเทคโนโลยีอวกาศ เช่นดาวเทียม การส่งกำลังไฟฟ้า หรือการสื่อสารวิทยุ ส่วนผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตมนุษย์มีไม่มากนัก
จากระดับความรุนแรง 5 ระดับ คาดว่าพายุแม่เหล็กโลกที่จะเกิดขึ้นนี้มีระดับความรุนแรง G4 ซึ่งเป็นระดับรุนแรงมาก ทำให้ระบบควบคุมแรงดันไฟฟ้าอาจเกิดความเสียหายเป็นพื้นที่กว้าง ยานอวกาศอาจเกิดการสะสมประจุขึ้นที่พื้นผิวและอาจมีปัญหาในการสื่อสารและควบคุมทิศ เกิดกระแสไฟฟ้าขึ้นในท่อส่งน้ำ เกิดแสงเหนือแสงใต้ และการกระจายสัญญาณความถี่สูงอาจขัดข้องเป็นระยะ
แสงเหนือหลากสีสันอาจมองเห็นได้ในเย็นวันที่ 10 ต.ค. ตามเวลาเขตตะวันออก ในหลายพื้นที่ของสหรัฐฯ เช่น แอละบามาและแคลิฟอร์เนียตอนเหนือ ซึ่งมาทางใต้ไกลกว่าปกติมาก
ศูนย์พยากรณ์สภาพอากาศในอวกาศ (SWPC) ระบุว่า “พายุแม่เหล็กโลกสามารถส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานในวงโคจรใกล้โลกและบนพื้นผิวโลก” ศูนย์จึงได้แจ้งให้หน่วยงานบริหารจัดการเหตุฉุกเฉินของรัฐบาลกลาง ผู้ให้บริการโครงข่ายไฟฟ้าและดาวเทียมของอเมริกาเหนือทราบเพื่อเตรียมรับมือกับการหยุดชะงักของระบบต่าง ๆ
SWPC บอกอีกว่า มีโอกาส 25% ที่พายุแม่เหล็กโลกนี้จะทวีกำลังเป็นระดับ G5 ซึ่งเป็นระดับรุนแรงที่สุด