ในปี 2567 ที่กำลังจะสิ้นสุดนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่ทั่วโลกเต็มไปด้วย “ข่าวใหญ่” ที่ได้รับความสนใจจากคนไทยรวมถึงจากทุกมุมโลก โดยเหตุการณ์สำคัญในปีนี้ ด้านหนึ่งเป็นเรื่องของหายนะและความสูญเสียที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด อีกด้านหนึ่งคือสถานการณ์การเมืองและความขัดแย้งในหลายประเทศ
PPTVHD36 คัดเลือก 6 เหตุการณ์ในต่างประเทศที่สำคัญซึ่งถือเป็นข่าวใหญ่ของปี 2567 ที่ยากจะลืม
ญี่ปุ่นรับเคราะห์ตั้งแต่วันแรกของปี
เหตุการณ์สำคัญแรกของปีต้องบอกว่าเกิดขึ้นตั้งแต่วันแรกของปีเลยทีเดียว เมื่อเกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.6 โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่คาบสมุทรโนโตะ จังหวัดอิชิคาวะ ทางตอนกลางของญี่ปุ่นฝั่งตะวันตก (ฝั่งทะเลญี่ปุ่น)
ความรุนแรงของแผ่นดินไหวทำให้สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นต้องประกาศแจ้งเตือนสึนามิในหลายจังหวัด เช่น อิชิคาวะ ยามางาตะ นีงาตะ โทยามะ ฟุกุอิ และเฮียวโงะ ที่เจอกับคลื่นสูงในหลายพื้นที่ แต่ต่อมามีการยกเลิกแจ้งเตือน
หลังจากนั้นยังเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมาอีกมากกว่า 8,500 ครั้ง รวมมีผู้เสียชีวิตสะสมทั้งสิ้นมากกว่า 460 ราย บาดเจ็บมากว่า 1,300 คน โครงสร้างต่าง ๆ ได้รับความเสียหายอีกเป็นจำนวนมาก ประเมินมูลค่าความเสียหายมากกว่า 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.9 แสนล้านบาท)
ในขณะที่ญี่ปุ่นและทั่วโลกยังช็อกกับเหตุแผ่นดินไหวอยู่ ในวันต่อมา 2 ม.ค. กลับเกิดเหตุโศกนาฏกรรมขึ้นอีก เมื่อเครื่องบินโดยสารสายการบิน Japan Airlines ประสบเหตุเฉี่ยวชนกับเครื่องบินของหน่วยยามฝั่ง ขณะกำลังลงจอดที่สนามบินฮาเนดะ กรุงโตเกียว เป็นเหตุให้เครื่องบินเกิดเพลิงลุกท่วม
โดยลูกเรือและผู้โดยสารทั้ง 379 คนของเครื่องบิน Japan Airlines สามารถอพยพออกจากเครื่องได้อย่างปลอดภัย โดยใช้เวลาแค่ 18 นาที มีผู้โดยสารจำนวน 15 คนที่ต้องเข้ารับการรักษาพยาบาล
ขณะที่ฝั่งเครื่องบินหน่วยยามฝั่งซึ่งขณะเกิดเหตุมีลูกเรือ 6 คนบนเครื่องนั้น เสียชีวิต 5 ราย รอดชีวิตมาได้เพียงคนเดียว
20 ที่เที่ยวปีใหม่ ใกล้กรุงเทพฯ ไปเช้าเย็นกลับ เดินทางง่าย
เรือชนสะพานบัลติมอร์
เมื่อวันที่ 26 มี.ค. เกิดเหตุเรือสินค้า “ต้าลี่” เรือสินค้าขนาดใหญ่ติดธงสิงคโปร์ ซึ่งกำลังมุ่งหน้าจากบัลติมอร์ รัฐแมรีแลนด์ของสหรัฐฯ ไปยังศรีลังกา แต่เพิ่งออกจากท่าเรือได้ไม่นานกลับพุ่งเข้าชนเสาค้ำของสะพาน ฟรานซิส สกอตต์ คีย์ (The Francis Scott Key Bridge) หรือ “เดอะ คีย์ บริดจ์” จนสะพานพังถล่มลงมา
สะพานดังกล่าว เป็นสะพานถนน 4 เลน ยาวประมาณ 2.5 กิโลเมตร ทอดยาวเหนือแม่น้ำปาแทปส์โก (Patapsco) ทำหน้าที่เป็นทางข้ามไปยังท่าเรือบัลติมอร์ และเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญของทางหลวงระหว่างรัฐหมายเลข 695 หรือทางวงแหวนบัลติมอร์
ทั้งนี้ ขณะสะพานถล่มลงมา มีคนงาน 7 คนกำลังซ่อมแซมหลุมบ่อบนพื้นผิวสะพานอยู่ ทำให้พวกเขาตกลงไปในแม่น้ำปาแทปส์โก ซึ่งขณะนั้นมีอุณหภูมิประมาณ -1 องศาเซลเซียส ทำให้สุดท้ายมีผู้เสียชีวิต 6 ราย มีผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวเท่านั้น
เคราะห์ดีในเคราะห์ร้ายคือ เจ้าหน้าที่คุมสะพานสามารถปิดการจราจรข้ามสะพานได้ทันเวลาก่อนที่สะพานจะถล่ม ทำให้จำนวนผู้สูญเสียไม่มากไปกว่านี้
ขณะที่ทางฝั่งเรือต้าลี่นั้น ตัวเรือและสินค้าได้รับความเสียหาย ส่วนลูกเรือไม่มีใครเสียชีวิต
ปัจจุบัน ผู้สูญเสียและเหยื่อกำลังอยู่ระหว่างดำเนินคดีทางกฎหมายกับ Grace Ocean ซึ่งเป็นบริษัทเจ้าของเรือต้าลี่
เครื่องบินตกหลุมอากาศรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิต
เหตุการณ์ “ตกหลุมอากาศ” ระหว่างเดินทางด้วยเครื่องบินเป็นเรื่องปกติที่หลายคนมีประสบการณ์เคยพบเจอ แต่หากรุนแรงมากเกินไปก็อาจส่งผลให้เกิดความสูญเสียได้
โดยในวันที่ 21 พ.ค. เครื่องบินโบอิ้ง 777-300ER ของสิงคโปร์แอร์ไลน์สเที่ยวบินที่ SQ321 ซึ่งเดินทางจากลอนดอน (ฮีทโธรว์) มุ่งหน้าไปยังสิงคโปร์ เผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวนอย่างรุนแรงระหว่างเส้นทาง เครื่องบินลำดังกล่าวจึงเปลี่ยนเส้นทางไปกรุงเทพฯ และลงจอด
ขณะเกิดเหตุมีผู้โดยสารทั้งหมด 211 คน และลูกเรือ 18 คน ซึ่งจจากความรุนแรงส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บอีกประมาณ 30 คน
หลังเกิดเหตุ สายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์สได้ประกาศชดเชยความเสียหายให้กับผู้โดยสาร
ทั้งนี้ หลุมอากาศ เป็นปรากฏการณ์ปกติที่เกิดขึ้นกับเกือบทุกเที่ยวบินบนโลก เกิดจากการเคลื่อนตัวของอากาศอย่างกะทันหันและผิดปกติ ทำให้เกิดกระแสลมขึ้นและลงอย่างรวดเร็วและฉับพลัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเครื่องบินได้
ในอดีต หลุมอากาศทำให้เกิดอันตรายต่อเครื่องบินโดยสารในยุคปัจจุบันได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนใหญ่จะทำให้เกิดความตื่นตระหนกมากกว่า แต่กรณีที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บมักเกิดจาก “ผู้โดยสารไม่รัดเข็มขัด”
ข้อมูลบางส่วนระบุว่า โอกาสที่เที่ยวบินจะได้รับผลกระทบจากหลุมอากาศรุนแรงมีเพียง 1 ใน 50,000 เที่ยวบินเท่านั้น และจากข้อมูลของสำนักงานบริการการบินแห่งชาติสหรัฐฯ (FAA) ในช่วง 16 ปีที่ผ่านมา จำนวนการบาดเจ็บโดยเฉลี่ยที่เกี่ยวข้องกับหลุมอากาศรุนแรงในสหรัฐฯ อยู่ที่ 33 รายต่อปี
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญภาวะโลกร้อนและวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์คาดว่าอาจทำให้เกิดหลุมอากาศเพิ่มขึ้นและรุนแรงขึ้น
อิสราเอลไล่สังหารแกนนำฮามาส-ฮิซบอลเลาะห์สิ้นในครึ่งปี
ความขัดแย้งตะวันออกกลางระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มติดอาวุธฮามาสในฉนวนกาซา พ่วงด้วยกลุ่มติดอาวุธฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ยังคงเป็นสถานการณ์สำคัญที่ทั่วโลกจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะเกรงว่าสงครามจะขยายวงกว้างออกไป โดยเฉพาะเมื่อในปี 2024 นี้อิสราเอล “ไล่เก็บ” แกนนำกลุ่มติดอาวุธไปอย่างต่อเนื่อง
กลุ่มติดอาวุธฮามาสมีแกนนำหลัก 3 คน คือ “อิสมาอิล ฮานิเยห์” ผู้นำฝ่ายการเมือง, “ยาห์ยา ซินวาร์” ผู้นำที่รับผิดชอบฉนวนกาซา และ “โมฮัมเหม็ด เดอิฟ” ผู้นำฝ่ายทหารและกองกำลังอัล-กอสซัม ซึ่งทั้ง 3 คนนี้ล้วนเป็นเป้าหมายการสังหารของอิสราเอลมาโดยตลอด โดยเฉพาะซินวาร์และเดอิฟที่เชื่อกันว่าเป็นผู้วางแผนปฏิบัติการโจมตีอิสราเอล 7 ต.ค. 2023
อย่างไรก็ตาม ผู้นำ 2 รายหลังนี้มักหลบซ่อนตัวอยู่ในอุโมงค์ใต้ฉนวนกาซาและไม่ค่อยปรากฏตตัวต่อหน้าสาธารณชน ทำให้ที่ผ่านมาอิสราเอลไม่เคยประสบความสำเร็จ
กระทั่งวันที่ 13 ก.ค. กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ได้โจมตีพื้นที่ระหว่างอัล-มาวาซีและข่านยูนิส ทางตอนใต้ของฉนวนกาซา โดยสามารถสังหาร ราฟาอา ซาลาเมห์ ผู้บัญชาการคนสำคัญของกลุ่ม รวมถึงมีข่าวลือว่าสามารถสังหารเดอิฟได้ด้วย
ต่อมาในวันที่ 1 ส.ค. อิสราเอลจึงออกมายืนยันว่า หนึ่งในผู้เสียชีวิตจากปฏิบัติการโจมตีดังกล่าวมีเดอิฟรวมอยู่ด้วยจริง นับเป็นผู้นำฮามาสคนแรกที่สิ้นชีพด้วยน้ำมืออิสราเอล
ย้อนไป 1 วันก่อนอิสราเอลประกาศการเสียชีวิตของเดอิฟ ในวันที่ 31 ก.ค. ฮานิเยห์ถูกลอบสังหารด้วยขีปนาวุธที่บ้านพักในกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน หลังจากเข้าร่วมพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีอิหร่าน มาซูด เปเซชเคียน Ffpกลุ่มฮามาสและอิหร่านกล่าวโทษอิสราเอลว่าเป็นผู้ลงมือสังหารครั้งนี้ โดยรัฐบาลของอิสราเอลไม่ได้ออกมายอมรับอย่างเป็นทางการ
การเสียทั้งเดอิฟและฮานิเยห์ไปติด ๆ กันทำให้ซินวาร์ขึ้นมาเป็นผู้นำดูแลกลุ่มฮามาสแทนเสาหลักทั้งสองที่เสียชีวิตไป ขณะที่โลกในเวลานั้นกังวลว่าอิหร่านจะเข้ามามีส่วนร่วมในสงครามเต็มรูปแบบหรือไม่ เพราะก่อเหตุลอบสังหารฮานิเยห์ในดินแดนอิหร่าน รวมถึงอิหร่านเป็นผู้สนับสนุนหลักของกลุ่มฮามาส
ต่อมาในวันที่ 17 ต.ค. ซินวาร์ซึ่งเป็นผู้นำกลุ่มฮามาสคนสุดท้าย ได้ถูกสังหารระหว่างการยิงปะทะในเมืองราฟาห์ ทางตอนใต้สุดของฉนวนกาซา โดยอิสราเอลไม่ได้มีเป้าหมายเฉพาะเจาะจงไปที่ซินวาร์ แต่ทหารได้พบเห็นกลุ่มติดอาวุธ 3 คนภายในอาคารหลังหนึ่ง จึงเข้าจู่โจมและยิงปะทะกัน ทำให้ทั้ง 3 คนนี้เสียชีวิต
เมื่อทหารอิสราเอลเข้าไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ ได้พบว่า หนึ่งในผู้เสียชีวิตมีใบหน้าคล้ายกับซินวาร์ จึงนำชิ้นส่วนนิ้วไปตรวจ DNA จึงสมารถยืนยันได้ว่าเป็นซินวาร์จริง
โดยการเสียชีวิตของซินวาร์มีการเปิดเผยข้อมูลมากกว่าผู้นำสองคนก่อนหน้านี้ มีทั้งคลิปจากโดรนที่แสดงให้เห็นวาระสุดท้ายของของซินวาร์ที่เต็มไปด้วยฝุ่น กำลังนั่งอยู่บนโซฟาสีแดงกลางเศษอิฐเศษปูนและซากปรักหักพัง พร้อมถือวัตถุยาว ๆ ไม่ทราบชนิดอยู่ในมือ ก่อนจะขว้างเข้าใส่โดรนลำดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้จะสิ้นผู้นำฮามาสหมดทั้ง 3 คน แต่กลุ่มฮามาสไม่ได้ยอมจำนนแต่อย่างใด และอิสราเอลเองก็จะไม่ยุติการสู้รบจนกว่าจะช่วยตัวประกันได้ทั้งหมด ทำให้สงครามยังดำเนินต่อไป
ชาวปาเลสไตน์บางส่วนบอกว่า สงครามในฉนวนกาซาไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้นำคนใด แต่เป็นสงครามระหว่างชาวยิวและชาวปาเลสไตน์ และ “ฮามาสไม่ใช่แค่ซินวาร์ แต่คือเหล่าประชา”
ขณะที่ทางฝั่งพันธมิตรฮามาสอย่างฮิซบอลเลาะห์เอง ในปีนี้ได้รับความเสียหายอย่างหนักหน่วงไม่แพ้กัน
โดยในวันที่ 17 ก.ย. เกิดเหตุเพจเจอร์ระเบิดในหลายพื้นที่ทั่วประเทศเลบานอน กินระยะเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง และในวันถัดมา 18 ก.ย. เกิดเหตุวิทยุสื่อสารระเบิดซ้ำอีก
สองเหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 39 ราย และบาดเจ็บอีกมากกว่า 3,000 คนทั่วเลบานอน โดยในจำนวนผู้เสียชีวิต เกินครึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มติดอาวุธฮิซบอลเลาะห์ แต่ในขณะเดียวกันก็มีเด็กที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่เสียชีวิตด้วย
ไม่นานหลังจากนั้น ในวันที่ 27 ก.ย. อิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ใส่กรุงเบรุต เมืองหลวงเลบานอน โดยมุ่งเป้าไปที่สำนักงานใหญ่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ และอ้างว่าสามารถสังหาร ฮัสซัน นาสรัลเลาะห์ ผู้นำกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ได้แล้ว
ฮิซบอลเลาะห์ได้แต่งตั้ง ฮาเชม ซาฟิดดีน เป็นว่าที่ผู้นำกลุ่มฮิซบอลเลาะห์คนใหม่ อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทันได้ขึ้นตำแหน่ง เขาก็ถูกสังหารในการโจมตีทางอากาศเมื่อวันที่ 3 ต.ค.
ปัจจุบันผู้นำของฮิซบอลเลาะห์คือ นาอิม กัสเซม รองเลขาธิการของกลุ่ม
การสู้รบระหว่างอิสราเอลกับฮิซบอลเลาะห์ถือว่าบรรเทาความรุนแรงลงเล็กน้อยหลังข้อตกลงหยุดยิง 60 วันมีผลเมื่อวันที่ 27 พ.ย. ที่ผ่านมา
ทรัมป์ถูกลอบสังหาร คว้าชัยเลือกตั้งสหรัฐฯ 2024
ความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่สุดที่เกิดขึ้นในปี 2567 และมีผลกระทบโดยตรงและโดยอ้อมต่อทั้งโลกรวมถึงประเทศไทย คือศึกการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ 2024 ระหว่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” จากพรรครีพับลิกัน และ “กมลา แฮร์ริส” จากพรรคเดโมแครต
โดยเป็นการเลือกตั้งที่ “เดือด” อย่างมาก เพราะเกิดเหตุพยายามลอบสังหารทรัมป์เมื่อวันที่ 13 ก.ค. ขณะหาเสียงอยู่ที่เมืองบัตเลอร์ รัฐเพนซิลเวเนีย จนได้รับบาดเจ็บบริเวณใบหู
ผลลัพธ์ที่ออกมาเรียกได้ว่าเป็นไปตามการคาดการณ์ของหลายฝ่าย นั่นคือทรัมป์เอาชนะไปได้แบบขาดลอย คว้าสวิงสเตทมาได้ทั้ง 7 ฐ กวาดคะแนน Electoral Vote ไป 312 ต่อ 226 เสียง และได้คะแนน Popular Vote 77.28 ล้านต่อ 74.99 ล้านเสียง
นี่นับเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปีที่พรรครีพับลิกันชนะทั้ง Electoral Vote และ Popular Vote โดยครั้งสุดท้ายคือปี 2004 โดย จอร์จ ดับเบิลยู บุช ส่วนในปี 2000 และ 2016 นั้นพรรครีพับลิกันชนะคณะผู้เลือกตั้งแต่ไม่ได้ชนะคะแนนนิยม
นักวิเคราะห์มองว่า เหตุผลหลักที่ทำให้ทรัมป์ได้รับชัยชนะมาจากความไม่เป็นที่นิยมของ โจ ไบเดน จากการบริหารที่ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ตกต่ำ และการอพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายเป็นประวัติการณ์ในช่วงที่ไบเดนดำรงตำแหน่ง
ขณะเดียวกัน การทำแท้งที่พรรคเดโมแครตชูเป็นนโยบายหลักไม่ใช่ประเด็นที่ประชาชนชาวอเมริกันส่วนใหญ่ให้ความสำคัญ โดยพวกเขาต้องการผู้นำที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและปัญหาปากท้องมากกว่า
หลังได้รับชัยชนะ ทรัมป์ประกาศว่า จะนำ “ยุคทอง” มาสู่สหรัฐฯ “นี่คือการเคลื่อนไหวที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน และพูดตรงๆ ว่า ผมเชื่อว่านี่คือการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล ไม่เคยมีอะไรที่เหมือนอย่างนี้มาก่อนในประเทศนี้ และบางทีอาจจะมากกว่านั้นด้วยซ้ำ”
ทรัมป์กล่าวว่า “พวกเราจะมาทำให้อเมริกาดีขึ้น และจะทำให้อเมริกาที่มีศักยภาพมากพอ กลายเป็นประเทศที่ดีที่สุดในโลกในระยะเวลาอันใกล้นี้ และตอนนี้พวกเราจะทำงานหนักเพื่อให้ความเป็นประเทศที่ดีที่สุดในโลกนั้นกลับมา พวกเราจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราทำได้ และเราเชื่อว่าเราทำได้ ถ้าเราต้องรอนานกว่านี้ก็ไม่รู้ว่าอเมริกาจะแย่ลงขนาดไหน พวกเราควรปิดกั้นชายแดนเหล่านั้น เราอยากให้มีคนเข้ามาในประเทศเรา แต่พวกเราก็อยากให้เข้ามาแบบถูกกฎหมาย”
เขากล่าวต่อว่า “ผมขอขอบคุณชาวอเมริกันสำหรับเกียรติอันพิเศษที่ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีคนที่ 47 และคนที่ 45 และถึงพลเมืองทุกคน ผมจะต่อสู้เพื่อคุณ เพื่อครอบครัวและอนาคตของคุณ ทุก ๆ วัน ผมจะพยายามต่อสู้เพื่อคุณ และด้วยลมหายใจทุกลมหายใจในร่างกาย ผมจะไม่หยุดนิ่งจนกว่าเราจะสร้างอเมริกาที่เข้มแข็ง ปลอดภัย และเจริญรุ่งเรืองที่ลูกหลานของเราสมควรได้รับและคุณสมควรได้รับ นี่จะเป็นยุคทองของอเมริกาอย่างแท้จริง”
นอกจากนี้ ยังมี 7 นโยบายที่ทรัมป์บอกว่าจะทำทันทีที่เข้ารับตำแหน่งในวันที่ 20 ม.ค. 2568 ได้แก่ ส่งผู้อพยพไร้เอกสารกลับประเทศ, ความเคลื่อนไหวด้านเศรษฐกิจ ภาษี และค่าธรรมเนียมศุลกากร, ลดกฎระเบียบด้านสภาพอากาศ, ยุติสงครามยูเครน, ไม่มีการห้ามทำแท้ง, อภัยโทษผู้ก่อจลาจล 6 มกราคม และปลดอัยการพิเศษ แจ็ก สมิธ
เกาหลีใต้ประกาศกฎอัยการศึก ความปั่นป่วนที่จบใน 157 นาที
เกาหลีใต้เผชิญวิกฤตการเมืองภายในประเทศแบบที่ไม่มีใครคาดคิด เมื่อจู่ ๆ ช่วงกลางคืนวันที่ 3 ธ.ค. ประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล ได้ประกาศกฎอัยการศึกฉุกเฉิน โดยอ้างว่า “มีกองกำลังต่อต้านรัฐบาลกำลังวางแผนก่อกบฏ”
ยุนกล่าวหาพรรคประชาธิปไตย (Democratic Party) ซึ่งเป็นพรรคแกนนำฝ่ายค้านที่ครองเสียงข้างมากในรัฐสภาว่า เอนเอียงเข้าข้างเกาหลีเหนือ และมีความเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐ
หลังการประกาศกฎอัยการศึก เริ่มมีทหารเกาหลีใต้เคลื่อนพลออกมาควบคุมสถานที่สำคัญ หนึ่งในนั้นคืออาคารรัฐสภา
ขณะเดียวกัน พรรคฝ่ายค้านเรียกร้องให้มีการประชุมสภาฉุกเฉิน โดยหัวหน้าพรรคประชาธปไตย อี แจ-มยอง เรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภาทุกคนมารวมตัวกันที่อาคารรัฐสภา เพื่อร่วมกันลงมติเพิกถอนกฎอัยการศึก ซึ่งเป็นอำนาจที่พวกเขามีตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ การจะโหวตเพิกถอนกฎอัยการศึกจะต้องมีสมาชิกรัฐสภาอย่างน้อย 150 คนเข้าร่วม จึงจะครบองค์ประชุม
สส.พรรคฝ่ายค้านกว่า 190 คนจึงพยายามฝ่าเข้ามาในอาคาร และสามารถเริ่มการประชุมลงมติได้ และสามารถเพิกถอนกฎอัยการศึกได้ด้วยคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ แม้กองกำลังทหารพยายามบุกเข้าไปในอาคารรัฐสภา แต่ถูกขัดขวางโดยสมาชิกรัฐสภา ผู้ช่วย และเจ้าหน้าที่
เมื่อกฎอัยการศึกถูกเพิกถอน กองกำลังทหารจึงเริ่มถอนตัว และประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล ประกาศยกเลิกกฎอัยการศึกอย่างเป็นทางการในเวลาต่อมา
รวมแล้วเหตุการณ์ประกาศกฎอัยการศึกนี้เริ่มต้นและจบลงในเวลาเพียง 157 นาทีเท่านั้น
แต่เรื่องไม่ได้จบเพียงเท่านั้น เพราะประชาชนและพรรคฝ่ายค้านออกมาเรียกร้องให้ยุนลาออก ขณะที่สำนักงานอัยการมีการตั้งคณะสอบสวนวายุนมีความผิดเข้าข่ายกบฏและใช้อำนาจในทางมิชอบหรือไม่ โดยยังไม่ออกหมายจับ
แต่มีการจับกุมผู้ที่มีส่วนในการประกาศกฎอัยการศึกคืนวันที่ 3 ธ.ค. ทั้ง คิม ยองฮยอน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, พลโท ควัก จองกึน ผู้บัญชาการหน่วยรบพิเศษกองทัพบกเกาหลีใต้, โช จีโฮ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเกาหลีใต้ ฯลฯ
ที่การประกาศกฎอัยการศึกครั้งนี้อาจกลายเป็นการกบฏเนื่องจากมีเหตุควรเชื่อว่า เป้าหมายของประธานาธิบดียุนคือการกำจัดพรรคฝ่ายค้านที่ครองเสียงข้างมากในสภาและรักษาอำนาจของตนไว้
โดยยุนชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีเกาหลีใต้ปี 2022 ด้วยชัยชนะแบบหวุดหวิดที่สุดในประวัติศาสตร์เกาหลีใต้ คะแนนเสียงห่างกันไม่ถึง 1% ด้วยซ้ำ และหลังดำรงตำแหน่ง เขาเผชิญเรื่องอื้อฉาวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลต่อคะแนนนิยมที่ดิ่งลงเหวอย่างรวดเร็ว
ทั้งจากกรณีที่เขาถูกกล่าวหาว่ากดดันกระทรวงกลาโหมให้ปกปิดการสอบสวนกรณีการเสียชีวิตของนาวิกโยธินเกาหลีใต้ในปี 2023 และใช้สิทธิ์ยับยั้งร่างกฎหมายที่ฝ่ายค้านผลักดันผ่านรัฐสภา รวมถึงกรณีที่ภรรยาของเขา “คิม กอน-ฮี” ถูกกล่าวหาว่ารับสินบนเป็นกระเป๋า Dior มูลค่า 2,200 ดอลลาร์สหรัฐ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนปั่นราคาหุ้นก่อนที่ยุนจะได้รับการเลือกตั้ง
นี่นับเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้การเมืองเกาหลีใต้ตกอยู่ในสภาวะไม่มั่นคงอย่างมาก และยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่า เรื่องนี้จะจบลงอย่างไร รวมถึงชะตากรรมของประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล ด้วย