จากกรณี สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส พระสันตะปาปาพระองค์ที่ 266 แห่งพระศาสนจักรโรมันคาทอลิก สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 21 เม.ย. ด้วยพระชนมายุ 88 พรรษา ทำให้เกิดคำถามว่า พระสันตะปาปาพระองค์ใหม่จะเป็นใคร และมีขั้นตอนการเลือกอย่างไร?
เมื่อพระสันตะปาปาสิ้นพระชนม์หรือลาออก คณะพระคาร์ดินัลจะเป็นผู้มีอำนาจและหน้าที่ในการเลือกสมเด็จพระสันตะปาปา ผ่านการประชุมเลือกตั้งพระสันตะปาปา หรือคอนเคลฟ (Conclave)
คอนเคลฟเป็นการประชุมลับ โดยคำว่าคอนเคลฟมาจากภาษาละตินแปลว่า “ห้องปิดตาย”
ใครมีสิทธิเป็นพระสันตะปาปา?
ผู้มีสิทธิต้องเป็นผู้ชาย และเป็นคาทอลิกที่รับบัพติศมา และแม้ว่าจะไม่ใช่ข้อกำหนดที่ชัดเจน แต่พระสันตะปาปาแทบทุกพระองค์เคยเป็นพระคาร์ดินัลมาก่อนจะได้รับการเลือก
ใครเป็นผู้ลงคะแนนเสียง?
พระสันตะปาปาได้รับเลือกโดยพระคาร์ดินัล 120 องค์ ซึ่งต้องมีอายุต่ำกว่า 80 ปี ณ เวลาที่พระสันตะปาปาพระองค์ก่อนสิ้นพระชนม์หรือลาออก
ปัจจุบัน โลกมีพระคาร์ดินัลทั้งสิ้น 252 องค์ โดยมีอยู่ 135 องค์ที่มีอายุตรงตามข้อกำหนด จึงยังไม่ชัดเจนว่า คณะผู้เลือกพระสันตะปาปา 120 องค์จะได้รับการคัดเลือกอย่างไร ส่วนพระคาร์ดินัลที่มีอายุมากกว่า 80 ปีสามารถเข้าร่วมการประชุมเบื้องต้นได้ แต่ไม่มีสิทธิลงคะแนนเสียง
กระบวนการเป็นอย่างไร?
วันแรกของคอนเคลฟจะเริ่มต้นด้วยพิธีมิสซาพิเศษ หลังจากนั้น พระคาร์ดินัลจะเดินเข้าไปในโบสถ์น้อยซิสทีน (Sistine Chapel) ซึ่งเป็นโบสถ์น้อยภายในพระราชวังพระสันตะปาปา เพื่อสวดภาวนา วิงวอนนักบุญและพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้ช่วยเลือกพระสันตะปาปา
จากนั้นพระคาร์ดินัลแต่ละคนจะวางมือบนหนังสือพระวรสาร และให้คำมั่นสัญญาด้วยความซื่อสัตย์สูงสุด ว่าจะไม่เปิดเผยรายละเอียดของการประชุมคอนเคลฟ
แล้วเจ้าพิธีกรรม ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ที่จัดพิธีกรรมทางศาสนา จะร้องว่า “Extra omnes” ซึ่งเป็นภาษาละตินแปลว่า “ทั้งหมดจงออกไป” เพื่อให้ทุกคนยกเว้นพระคาร์ดินัลที่มีสิทธิเลือกพระสันตะปาปาออกไปจากวิหารน้อย และสามารถเริ่มลงคะแนนเสียงได้
กระบวนการนี้เป็นความลับอย่างยิ่ง ตามคำบอกเล่าของอัครสังฆมณฑลโตรอนโต พระคาร์ดินัลอาจถูกขับออกจากนิกายได้หากพวกเขาเปิดเผยข้อมูล รวมถึงมีการตรวจสอบอุปกรณ์ดักฟังในโบสถ์ก่อนและหลังการประชุมคอนเคลฟ
ลงคะแนนเสียงอย่างไร?
พระคาร์ดินัลแต่ละองค์จะเขียนคะแนนผู้ที่ตนเลือก ลงบนกระดาษที่จารึกด้วยคำภาษาละตินว่า “ข้าพเจ้าขอเลือกพระสันตะปาปาสูงสุด” แล้วพวกเขาจะเดินเข้าไปหาแท่นบูชาทีละองค์ และกล่าวว่า “ข้าพเจ้าขอเรียกพระคริสต์ ผู้เป็นพระเจ้าผู้ทรงเป็นผู้พิพากษาของข้าพเจ้า เป็นพยานว่า คะแนนเสียงของข้าพเจ้ามอบให้กับผู้ที่ข้าพเจ้าคิดว่าควรได้รับเลือกต่อหน้าพระเจ้า”
บัตรลงคะแนนที่พับแล้วจะถูกวางบนจานกลมแล้วใส่ลงในโถเงินและทองรูปวงรี เมื่อหย่อนแล้ว ผู้ตรวจบัตรลงคะแนน 3 คนจะเปิดบัตรทีละใบ โดยจดชื่อไว้และอ่านออกเสียง
พระคาร์ดินัลสามารถบันทึกคะแนนของตนเองบนแผ่นกระดาษที่เตรียมไว้ แต่ต้องส่งบันทึกของตนเพื่อเผาทิ้งเมื่อการลงคะแนนสิ้นสุดลง
จากนั้น ผู้ตรวจบัตรลงคะแนนจะรวมคะแนนและเขียนผลลัพธ์ลงในแผ่นกระดาษแยกต่างหากซึ่งเก็บรักษาไว้ในหอจดหมายเหตุของพระสันตะปาปา
เมื่อผู้ตรวจอ่านชื่อแต่ละชื่อ เขาจะเจาะบัตรลงคะแนนแต่ละใบด้วยเข็ม มัดบัตรลงคะแนนด้วยด้ายและผูกปม
จากนั้นบัตรลงคะแนนจะถูกวางไว้ข้าง ๆ และเผาในเตาเผาของโบสถ์พร้อมกับสารเคมีเพื่อให้เกิดควันสีขาวหรือสีดำ โดยจะสีขาวเมื่อการลงคะแนนเสียงรอบหนึ่งนำไปสู่การมีพระสันตะปาปาองค์ใหม่ และจะเป็นสีดำหากไม่มี
ในวันแรก จะมีการลงคะแนนเสียงเพียงครั้งเดียว และสามารถลงคะแนนได้สูงสุด 4 รอบในแต่ละวันหลังจากนั้น จำเป็นต้องมีเสียงข้างมาก 2 ใน 3 จึงจะถือว่าได้ผู้ที่จะเป็นสมเด็จพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่
หากไม่มีการเลือกผู้ใดหลังจาก 3 วัน การลงคะแนนเสียงจะหยุดชั่วคราวเป็นเวลาสูงสุด 1 วัน แล้วการลงคะแนนเสียงจะกลับมาดำเนินการอีกครั้ง และหากไม่สามารถเลือกพระสันตะปาปาได้หลังจากลงคะแนนเสียงอีก 7 ครั้ง การลงคะแนนเสียงจะหยุดอีกครั้ง และเป็นเช่นนี้ต่อไปจนกว่าการลงคะแนนเสียงจะผ่านไปประมาณ 12 วัน
หากไม่มีใครได้รับเลือกหลังจาก 33 รอบ คณะพระคาร์ดินัลจะจัดเลือกตั้งรอบที่ 2 เฉพาะผู้สมัคร 2 องค์ที่มีคะแนนสูงสุด โดยผู้สมัครทั้งสองคนไม่สามารถลงคะแนนเสียงได้ เป็นกฎเกณฑ์ใหม่ที่สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ทรงนำมาใช้
ใช้เวลานานแค่ไหน?
การประชุมคอนเคลฟไม่มีกำหนดเวลาตายตัว จึงอาจจบได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง หรือลากยาวไปหลายปี
การประชุมคอนเคลฟที่นานที่สุดในประวัติศาสตร์คือสมัยของสมเด็จพระสันตะปาปาเกรกอรีที่ 10 ในศตวรรษที่ 13 ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่เดือน พ.ย. 1268 ถึงเดือน ก.ย. 1271 หรือเกือบ 3 ปี เนื่องจากมีการทะเลาะเบาะแว้งกันภายในและการแทรกแซงจากภายนอก
ทั้งนี้ การประชุมคอนเคลฟเฉลี่ยในศตวรรษที่ 20 มักใช้เวลาราว 3 วันเท่านั้น
จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อมีการเลือกพระสันตะปาปา?
เมื่อมีการเลือกพระสันตะปาปาแล้ว ผู้นำการจัดงานพิธีกรรมของพระสันตะปาปาจะกลับไปที่โบสถ์ และหัวหน้าคณะพระคาร์ดินัล ซึ่งดำเนินการประชุมคอนเคลฟหากพระสันตะปาปามีอายุต่ำกว่า 80 ปี จะถามผู้ชนะว่า “ท่านยอมรับการเลือกตั้งตามหลักศาสนาเป็นพระสันตะปาปาสูงสุดหรือไม่”
สมมติว่าพระคาร์ดินัลที่ได้รับเลือกกล่าวว่า “ข้าพเจ้ายอมรับ” หัวหน้าคณะพระคาร์ดินัลจะถามว่า “ท่านต้องการให้ขามพระนามว่าอะไร”
เดิมที พระนามของพระสันตะปาปามีไว้เพื่อให้ชื่อของประสันตะปาปามีความเป็นนิกายโรมันคาทอลิก หลังสมเด็จพระสันตะปาปาจอห์นที่ 2 ซึ่งได้รับเลือกในปี 533 ทรงมีพระนามเดิมว่า เมอร์คิวริอุส ซึ่งดูไม่เป็นโรมันคาทอลิก
ในปัจจุบัน มีพระสันจะปาปาหลายพระองค์ที่เลือกพระนามของพระสันตะปาปาพระองค์ก่อน ๆ มาใช้เพื่อแสดงความเคารพ และยังเป็นข้อบ่งชี้ถึงแนวทางการทำงานของพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่ด้วย
จากนั้นเจ้าพิธีกรรมจะบันทึกข้อมูลลงในเอกสารทางการ ควันสีขาวพวยพุ่งออกมาจากปล่องไฟของโบสถ์น้อยซิสทีน และระฆังจากมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ก็จะดังขึ้น
พระสันตะปาปาพระองค์ใหม่จะสวมเสื้อคลุมสีขาว และพระคาร์ดินัลจะเข้ามาทีละคนเพื่อสาบานตนว่าจะเชื่อฟัง
หลังจากนั้น พระสันตะปาปาพระองค์ใหม่จะสวดภาวนาในโบสถ์น้อยเซนต์ปีเตอร์ก่อนจะเสด็จมาที่ระเบียงซึ่งมองเห็นจัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ พระคาร์ดินัลที่ยืนอยู่ข้างหน้าจะประกาศว่า “Habemus papam!” (เรามีพระสันตะปาปาแล้ว!) จากนั้นจึงแนะนำพระองค์ให้โลกรู้จักเป็นภาษาละติน
สุดท้ายพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่จะมีพระราชดพรัสแรกในฐานะพระสันตะปาปาต่อสาธารณชน
เรียบเรียงจาก CBC