เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. สมาชิกรัฐสภามองโกเลีย ลงมติไม่ไว้วางใจ ลุฟซานนัมซไรน์ โอยุน-เออร์เดเน นายกรัฐมนตรีมองโกเลีย แม้ว่าเจ้าตัวจะปฏิเสธว่าไม่เคยทำผิดใด ๆ โดยสมาชิกสภาลงมติไว้วางใจ 44 คน ส่วนอีก 38 คน ลงมติไม่ไว้วางใจ ซึ่งเสียงสนับสนุน ยังไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ 64 เสียงที่กำหนด
ผู้นำมองโกเลียแถลงหลังทราบผลการลงคะแนนว่า รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับใช้ประเทศและประชาชน ในช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก อาทิ ช่วงวิกฤตโรคระบาด สงคราม และสงครามภาษี
ต้นตอของความไม่ไว้วางใจ มาจากรูปภาพที่แชร์ต่อ ๆ กันในโซเชียลเมื่อเดือนที่แล้ว โดยเป็นภาพของลูกชายนายกฯ และแฟนสาวกับกระเป๋าแบรนด์เนม และถุงชอปปิงจำนวนมาก ระหว่างไปเที่ยวหลังทำการหมั้นหมายกัน
ภาพความหรูหราฟู่ฟ่าที่ออกมากระตุ้นให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ประชาชน จนมีการลุกฮือประท้วงอย่างต่อเนื่องในกรุงอูลานบาตอร์ เมืองหลวงของประเทศ โดยผู้ประท้วงตั้งคำถามว่า เหตุใดครอบครัวนายกฯ จึงมีชีวิตที่หรูหราขนาดนั้น ไปเอาเงินมาจากไหน ขณะที่สื่อท้องถิ่นรายงานว่า หน่วยงานปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันได้เข้ามาตรวจสอบทรัพย์สินและเส้นทางการเมืองของครอบครัวนายกฯ แล้ว
ผู้ประท้วงหลายร้อยคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเยาวชน ออกมาเดินขบวนบนท้องถนนติดต่อกันเป็นเวลา 2 สัปดาห์ เพื่อกดดันให้นายกฯ ลาออก ตั้งแต่ก่อนที่จะมีการลงมติเมื่อวันที่ 3 มิ.ย.
ฝั่งนายกฯ ปฏิเสธข้อกล่าวหาทุจริตคอร์รัปชัน และโต้กลับว่ากลุ่มคนที่วิพากษ์วิจารณ์เขาคือพวกที่พยายามใส่ร้ายป้ายสี
ตามรายงานของ Transparency International มองโกเลียเผชิญกับปัญหาทุจริตคอร์รัปชันที่ย่ำแย่ลงนับตั้งแต่นายกฯ โอยุน-เออร์เดเน เข้ารับตำแหน่ง และเมื่อปีที่แล้ว มองโกเลียถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 114 จากทั้งหมด 180 ประเทศในแง่ของความโปร่งใสของรัฐบาล
ทั้งนี้ มองโกเลีย ซึ่งเป็นอดีตรัฐคอมมิวนิสต์ที่ตั้งอยู่ระหว่างรัสเซียและจีน กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตยนับตั้งแต่การล่มสลายของสหภาพโซเวียตในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990
แต่ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันยังคงเป็นปัญหาเรื้อรัง โดยเมื่อปีที่แล้ว อัยการสหรัฐฯ พยายามยึดอะพาร์ตเมนต์ 2 แห่งของอดีตนายกฯ ซุกบาตาร์ บัตโบลด์ ในนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ ซึ่งตัวเขาถูกกล่าวหาว่าซื้อโดยใช้เงินกองทุนเหมืองแร่ที่ขโมยมา แต่อดีตนายกฯ บัตโบลด์ ซึ่งดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2012-2015 ปฏิเสธว่าไม่ได้ทำอะไรผิด
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มองโกเลียพยายามสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นกับชาติตะวันตก โดยถือว่าหรัฐอเมริกาและประเทศในยุโรป คือ "เพื่อนบ้านลำดับที่ 3"