นักดาราศาสตร์จากหอดูดาวยุโรป หรือ ESO ในประเทศชิลี สามารถถ่ายภาพดาวฤกษ์ดับสูญผ่านกล้องโทรทรรศน์ VLT อันเป็นพลพวงมาจากการระเบิดครั้งใหญ่ของดาวฤกษ์ หรือ ซูเปอร์โนวา แบบซ้อนกันสองครั้ง (Double Detonation) ได้เป็นครั้งแรก โดยการระเบิดดังกล่าวถูกเรียกว่า “ซูเปอร์โนวาประเภท 1a” ซึ่งเป็นการระเบิดของดาวแคระขาว และดาวฤกษ์ที่โคจรอยู่ใกล้กัน ซึ่งอาจเป็นดาวแคระขาวอีกดวงหนึ่ง หรือเป็นดาวฤกษ์ที่มีฮีเลียมในปริมาณมาก
นักดาราศาสตร์ กล่าวว่า ดาวฤกษ์ดับสูญดวงนี้อยู่ในกลุ่มเมฆมาเจลลันใหญ่ ห่างจากโลกประมาณ 160,000 ปีแสง เกิดระเบิดขึ้นเมื่อราว 300 ปีที่แล้ว
พลังงานจากการระเบิดของฮีเลียมได้ระเบิดจากชั้นนอกของผิวดาว ก่อนที่ต่อมาการระเบิดดังกล่าวจะทำให้เกิดคลื่นช็อกเวฟตามมา จนทำให้เกิดการระเบิดครั้งที่สองที่แกนกลางของดาว ส่งผลให้ดาวแคระขาวถูกทำลายจนหมด
ภาพดาวฤกษ์ดับสูญดังกล่าว เผยให้เห็นเปลือกแคลเซียมสองชั้นของดาวฤกษ์ภายหลังซูเปอร์โนวา ซึ่งเป็นการยืนยันหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดของทฤษฎี Double Detonation หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีทฤษฎีเสนอว่าบางซูเปอร์โนวาประเภท 1a อาจเกิดจากการระเบิดสองครั้งซ้อนกัน แต่ไม่มีใครเคยพบเห็นปรากฏการณ์นี้มาก่อน
ปรียัม ดาส นักดาราศาสตร์และนักศึกษาปริญญาเอกสาขาฟิสิกส์ดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ เมืองแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย หัวหน้าคณะผู้จัดทำผลการศึกษาที่ค้นพบดาวฤกษ์ดับสูญดังกล่าว เผยว่า พวกเขาใช้เครื่องมือ Multi-Unit Spectroscopic Explorer หรือ MUSE ของกล้องโทรทรรศน์ VLT เพื่อทำแผนที่การกระจายตัวของธาตุเคมีต่าง ๆ ภายหลังจากซูเปอร์โนวาเกิดขึ้น
จากการตรวจสอบ นอกจากจะค้นพบธาตุแคลเซียมแล้ว ยังพบธาตุซัลเฟอร์และเหล็ก ซึ่งมีความสำคัญต่อวิวัฒนาการทางเคมีของกาแลกซี รวมถึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของโลกและสิ่งมีชีวิตบนโลก
ดาส กล่าวว่า เปลือกแคลเซียมทั้งสองนี้ถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ชี้ชัดถึงทฤษฎีการระเบิดแบบซ้อนกันสองครั้ง พร้อมมองว่าการค้นพบครั้งนี้เป็นเหมือน “ดาราศาสตร์นิติวิทยาศาสตร์” เนื่องจากเป็นการศึกษาซากของดวงดาวเพื่อทำความเข้าใจว่าอะไรเป็นสาเหตุของการดับสูญของมัน
การค้นพบครั้งนี้ ได้ช่วยยืนยันกลไกการระเบิดสองขั้นของซูเปอร์โนวาประเภท 1a ซึ่งเป็นแหล่งสร้างธาตุหนักต่าง ๆ และเป็นหัวใจสำคัญของการทำความเข้าใจวิวัฒนาการของจักรวาลและระบบดาวนพเคราะห์ รวมถึงการก่อตัวของชีวิตในระดับใหญ่ด้วย
ที่มา: Reuters