วันที่ 19 ส.ค. แคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว ย้ำว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่า “จะไม่ส่งทหารสหรัฐฯ ไปยูเครน” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหลักประกันความมั่นคงใด ๆ ที่จะนำไปสู่ข้อตกลงสันติภาพกับรัสเซีย แต่สหรัฐฯ ยังไม่ได้ตัดทางเลือกทางทหารอื่น ๆ รวมถึงทางน่านฟ้า
โดยเมื่อถามเกี่ยวกับทางเลือกทางอากาศในการรักษาความมั่นคงให้กับยูเครน เลวิตต์ตอบว่า “มันเป็นทางเลือกและความเป็นไปได้ เราจะไม่ตัดทางเลือกทางทหารใด ๆ ที่ประธานาธิบดีมีอยู่แล้วอย่างแน่นอน”
เธอเสริมว่า “แต่เราบอกคุณได้เลยว่า เขาตัดสินใจเด็ดขาดที่จะไม่ส่งทหารภาคพื้นดิน”
ก่อนหน้านี้ทรัมป์เองกล่าวว่า เขาสามารถให้คำมั่นส่วนตัวได้ว่า จะไม่ส่งทหารสหรัฐฯ ไปยังยูเครนเพื่อบังคับใช้ข้อตกลงสันติภาพกับรัสเซีย
เลวิตต์ยังกล่าวอีกว่า ทรัมป์ได้สั่งการให้คณะทำงานด้านความมั่นคงแห่งชาติของเขาประสานงานกับยุโรป และหารือเรื่องนี้กับยูเครนและรัสเซียต่อไป
“เราสามารถช่วยในการประสานงานได้อย่างแน่นอน และอาจจัดหาวิธีการอื่น ๆ เพื่อรับประกันความมั่นคงให้กับพันธมิตรในยุโรปของเรา” เลวิตต์กล่าว
โฆษกทำเนียบขาวบอกว่า “ประธานาธิบดีเข้าใจดีว่าการรับประกันความมั่นคงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน และท่านได้สั่งการให้คณะทำงานด้านความมั่นคงแห่งชาติประสานงานกับมิตรประเทศของเราในยุโรป และให้ความร่วมมือและหารือเรื่องเหล่านี้กับยูเครนและรัสเซียต่อไป”
ก่อนหน้านี้ตัวทรัมป์เองระบุว่า สหรัฐฯ ยินดีให้ความช่วยเหลือชาติพันธมิตรยุโรปในภารกิจทางอากาศ หากสามารถจัดสรรกำลังพลภาคพื้นดินในยูเครน หากมีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงหรือสันติภาพ แต่ปฏิเสธที่จะส่งกำลังทหารสหรัฐฯ เข้าไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ไม่ได้ลงรายละเอียดว่า การสนับสนุนดังกล่าวเกี่ยวข้องกับข่าวกรองหรือการใช้เครื่องบินขับไล่และเครื่องบินรบหรือไม่
ขณะเดียวกัน ในส่วนของการหารือระหว่างทรัมป์และผู้นำชาติยุโรป รวมถึง โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เมื่อวันที่ 19 ส.ค. นั้น มีการส่งสัญญาณพยายามทำให้เกิดการหารือโดยตรงระหว่างประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน กับผู้นำยูเครนเซเลนสกี
แต่ล่าสุดทรัมป์บอกว่า ปูตินอาจไม่ต้องการทำข้อตกลงหยุดยิงในยูเครน ขณะที่ทำเนียบเครมลินของรัสเซียเองออกมาลดทอนความเป็นไปได้ของการพบหารือระหว่างประธานาธิบดีปูตินและประธานาธิบดีเซเลนสกี
ทรัมป์ยอมรับว่า ความขัดแย้งครั้งนี้เป็นปัญหาที่ยากจะแก้ไข และยอมรับว่า เป็นไปได้ที่ผู้นำรัสเซียอาจไม่สนใจที่จะยุติความขัดแย้ง โดยระบุว่า จะได้รู้เกี่ยวกับประธานาธิบดีปูตินในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า แต่เป็นไปได้ว่าปูตินไม่ต้องการทำข้อตกลง พร้อมเสริมว่า ปูตินจะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก หากเป็นเช่นนั้น โดยไม่ได้ให้รายละเอียดใด ๆ
ในตอนแรก ปูตินบอกกับทรัมป์ว่า เปิดกว้างต่อแนวคิดการเจรจาโดยตรงกับยูเครน เช่นเดียวกับประธานาธิบดีเซเลนสกีที่ระบุว่า เปิดกว้างต่อการพบปะกับปูตินในทุกรูปแบบ
อย่างไรก็ตาม ต่อมา เซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของรัสเซีย ได้ออกมาลดทอนความมุ่งมั่นที่คลุมเครือของมอสโกอยู่แล้วลง โดยระบุว่า การประชุมใด ๆ จะต้องได้รับการการอย่างค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากระดับผู้เชี่ยวชาญ และดำเนินการตามขั้นตอนที่จำเป็นทั้งหมด ซึ่งเป็นแนวทางที่ทำเนียบเครมลินมักจะใช้เป็นประจำ
ในวันเดียวกันนั้น มีรายงานว่า ปูตินเสนอกับทรัมป์ว่า ให้ประธานาธิบดีเซเลนสกีเดินทางไปยังกรุงมอสโกเพื่อเจรจา ซึ่งเป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์มองว่า เป็นวิธีการของรัสเซียในการเสนอทางเลือกที่ไม่สมเหตุสมผลจนรัฐบาลเคียฟไม่อาจยอมรับได้