เหตุแผ่นดินไหวทางตะวันออกของประเทศอัฟกานิสถานเมื่อวันที่ 31 ส.ค. ได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 1,400 คนและมีผู้บาดเจ็บอีกราว 3,000 คน ขณะที่เมื่อวันที่ 2 ก.ย. เกิดอาฟเตอร์ช็อกรุนแรงระดับ 5.2 แมกนิจูดซ้ำ
รัฐบาลตาลีบันที่ปกครองอัฟกานิสถานระบุว่า อาฟเตอร์ช็อกครั้งล่าสุด เกิดขึ้นเมื่อเวลา 12.29 ตามเวลาท้องถิ่น (14.29 น. ตามเวลาในประเทศไทย) โดยมีศูนย์กลางอยู่ห่างออกไปประมาณ 34 กิโลเมตรจากเมืองจาลาลาบัด เมืองใหญ่อันดับ 5 ของประเทศ และอยู่ลึกลงไปใต้พื้นดินราว 10 กิโลเมตร
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายงานความเสียหายหรือผู้เสียชีวิตเพิ่มจากเหตุอาฟเตอร์ช็อกครั้งนี้
ขณะที่ความพยายามของทีมกู้ภัยที่เร่งทำงานแข่งกับเวลาในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหว เผชิญอุปสรรคจากดินถล่มลงมาปิดถนน ทำให้การสัญจนทางบกเป็นไปด้วยความยากลำบาก เฮลิคอปเตอร์ ถูกส่งเข้าไปช่วยค้นหาผู้รอดชีวิตในหมู่บ้านห่างไกล ซึ่งคาดว่ายังมีผู้คนติดอยู่ภายใต้ซากปรักหักพังอีกเป็นจำนวนมาก
รัฐบาลตาลีบัน ซึ่งมีรัสเซียให้การรับรองเพียงประเทศเดียว ได้เรียกร้องขอความช่วยเหลือจากนานาชาติ โดยในตอนนี้สหประชาชาติหรือยูเอ็น (UN) ได้อนุมัติเงินช่วยเหลือฉุกเฉิน และสหราชอาณาจักรให้คำมั่นจะมอบเงินช่วยเหลือ 1 ล้านปอนด์หรือราว 43.2 ล้านบาท
อินเดียส่งเต็นท์จำนวน 1,000 หลังไปยังกรุงคาบูล และยังช่วยลำเลียงอาหาร 15 ตันจากคาบูลไปยังจังหวัดคุนาร์ด้วย เช่นเดียวกับจีนและสวิตเซอร์แลนด์ก็ให้คำมั่นสนับสนุนเช่นกัน
อัฟกานิสถานมักเกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง แต่เหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันอาทิตย์ถือเป็นหนึ่งในแผ่นดินไหวรุนแรงที่สุดในรอบหลายปี
ภัยพิบัติครั้งนี้ยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่อัฟกานิสถานเผชิญภัยแล้งรุนแรง และวิกฤติความอดอยากที่ยูเอ็น ระบุว่า ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ประเทศนี้ยังประสบปัญหาจากถูกตัดความช่วยเหลือครั้งใหญ่ โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ ในปีนี้ ทำให้ความช่วยเหลือที่ประชาชนควรได้รับยิ่งลดน้อยลงไปอีก