สำนักข่าว แขมร์ ไทมส์ ของกัมพูชา รายงานอ้างอิงความเห็นของ สวน สาม (Seun Sam) นักวิเคราะห์ด้านนโยบายประจำราชวิทยาลัยแห่งกัมพูชาว่า กรณีที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติถอดถอนนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คดีคลิปเสียงการสนทนาทางโทรศัพท์กับฮุน เซน อดีตผู้นำกัมพูชา เรื่องข้อพิพาทชายแดน อาจกระทบกับข้อตกลง 7 ฉบับที่ทั้ง 2 ประเทศเพื่อนบ้าน เคยลงนามร่วมกันไว้ตั้งแต่วันที่ 23 เม.ย. เกี่ยวกับโครงการด้านการค้า โครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุนข้ามชายแดน
โดยรายงานข่าว ระบุว่า ระหว่างการเยือนกัมพูชาระหว่างวันที่ 23-24 เม.ย. นายกรัฐมนตรีแพทองธาร และนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) จำนวน 7 ฉบับ และข้อตกลงอย่างเป็นทางการอื่นๆ ณ พระราชวังสันติภาพ ในกรุงพนมเปญ
ข้อตกลงเหล่านี้มุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างความร่วมมือทวิภาคีในหลายภาคส่วน รวมถึงเรื่องแรงงาน การจ้างงาน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การปกป้องสิ่งแวดล้อม และการค้าข้ามพรมแดน
ข้อตกลงดังกล่าวยังรวมถึงคำสัญญาร่วมกันในการบริหารจัดการ บำรุงรักษา และใช้งานสะพานมิตรภาพไทย-กัมพูชา หรือ บ้านหนองเอี่ยน-สตึงบท ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนสำหรับการขนส่งสินค้าที่สำคัญระหว่าง 2 ประเทศ
รัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชายังได้ตกลงก่อสร้างสะพานข้ามพรมแดนแห่งใหม่บริเวณด่านบ้านผักกาด จังหวัดไพลิน ซึ่งเป็นโครงการที่ออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าและเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์
นอกจากนี้ ยังมีข้อตกลงอื่นๆ ได้แก่ ความร่วมมือเพื่อปรับปรุงทางหลวงหมายเลข 57 และทั้งสองฝ่ายยังได้ให้คำมั่นที่จะเสริมสร้างศักยภาพของสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานไทย-กัมพูชา ส่งเสริมการพัฒนาแรงงานและการเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามพรมแดน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาค
ขณะนี้ หลายๆ โครงการหยุดชะงักลง จากปมพิพาทชายแดน และวิกฤตการเมืองในไทย หลังแพทองธารถูกถอดถอน อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า ข้อตกลงและ MOU ทั้ง 7 ฉบับ จะยังมีผลต่อไป เพราะเป็นการทำข้อตกลงระหว่างรัฐ ไม่ใช่ข้อตกลงระหว่างตัวบุคคล และเชื่อว่านายกรัฐมนตรีคนใหม่จะเข้ามาสานต่อข้อตกลงนี้