วันที่ 29 ก.ย. เกิดเหตุอาคารของโรงเรียนอิสลามอัลโคซินี ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำในเมืองซิโดอาร์โจ จังหวัดชวาตะวันออกของประเทศอินโดนีเซีย ถล่มลงมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และผู้สูญหายรวมกันเป็นจำนวนมาก
ล่าสุดวันที่ 30 ก.ย. เวลา 12.40 น. ตามเวลาประเทศไทย มีรายงานว่า เด็กชายวัย 13 ปีเสียชีวิต และผู้บาดเจ็บอีกอย่างน้อย 101 คนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล โดยบางคนได้รับบาดเจ็บสาหัส
เจ้าหน้าที่กู้ภัยกล่าวว่า ขณะเกิดเหตุเป็นช่วงที่นักเรียนและบุคลากรกำลังประกอบพิธีละหมาด เชื่อว่ามีผู้ติดอยู่ใต้ซากอาคารเรียนอย่างน้อย 38 คน (สื่อบางสำนักรายงานว่าอาจมีผู้สูญหายมากถึง 65 คน) ส่วนใหญ่เป็นเด็กชายวัยรุ่น โดยนักเรียนในโรงเรียนแห่งนี้มีอายุระหว่าง 12 ถึง 17 ปี
เจ้าหน้าที่ระบุว่า อาคารที่ถล่มลงมาเดิมเป็นอาคาร 2 ชั้น แต่กำลังอยู่ระหว่างต่อเติมเพิ่มเป็น 4 ชั้น อย่างไรก็ตาม อาคารมีฐานรากที่ไม่มั่นคงและไม่สามารถรับน้ำหนักของอาคารที่เพิ่มขึ้นมาอีก 2 ชั้นได้
ต่อมาเวลา 13.00 น. ตามเวลาประเทศไทย หน่วยค้นหาและกู้ภัยสุราบายายืนยันว่า มีนักเรียนอีกสองคนที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุอาคารถล่ม ได้เสียชีวิตแล้วที่โรงพยาบาล ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 3 ราย
นานัง ซิกิต หัวหน้าหน่วยค้นหาและกู้ภัยสุราบายา กล่าวว่า พวกเขาเชื่อว่ามีผู้รอดชีวิตอยู่ในอาคารที่ถล่ม เพราะพวกเขาได้ยินเสียงร้องไห้และตะโกนดังออกมา
“แต่เราต้องตื่นตัวและระมัดระวัง เพราะสภาพของอาคารที่ถล่มนั้นไม่มั่นคง” เขากล่าว
นักเรียนที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์นี้ได้เล่าถึงการหลบหนีอันน่าสยดสยองให้สื่อท้องถิ่นฟัง
มูฮัมหมัด ริจาลุล คอยบ์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กล่าวว่า มีคนหลายร้อยคนมารวมตัวกันเพื่อละหมาดเมื่อได้ยินเสียงหินถล่ม “เสียงมันดังขึ้นเรื่อย ๆ” พร้อมเสริมว่าเขารีบวิ่งออกไปข้างนอกทันที
เขาถูกเศษซากหลังคาที่ตกลงมากระแทก แต่สามารถปีนขึ้นมาจากเศษซากได้
เคเอช อับดุส ซาลาม มูจิบ ผู้ดูแลโรงเรียน ได้กล่าวขอโทษครอบครัวของนักเรียน โดยระบุว่า เหตุการณ์นี้เกิดจาก “พระประสงค์ของพระเจ้า”
“หวังว่าพระเจ้าจะทรงประทานสิ่งที่ดีกว่า” เขากล่าว
สำนักงานค้นหาและกู้ภัยแห่งชาติระบุว่า จำเป็นต้องมี “ปฏิบัติการช่วยเหลือแบบพิเศษ” เนื่องจากลักษณะของการพังทลายทำให้การค้นหาและกู้ภัยมีความท้าทาย
อาคารที่พังทลายลงมามีโครงสร้างแบบแพนเค้ก ประกอบด้วยแผ่นคอนกรีตหลายชั้น เหลือเพียงช่องว่างแคบ ๆ สภาพไม่มั่นคง
หน่วยงานได้ส่งเจ้าหน้าที่จากสำนักงานใหญ่พร้อม “อุปกรณ์ช่วยเหลือพิเศษ” เข้ามาช่วยเหลือ โดยทีมนี้จะได้รับการสนับสนุนจากหน่วยค้นหาและกู้ภัยจากเซอมารังและยอกยาการ์ตา
ณ เวลา 15.15 น. ตามเวลาประเทศไทย ภารกิจการช่วยเหลือถูกระงับไว้ชั่วคราว เนื่องจากอาคารที่พังถล่มมีวความไม่มั่นคงและมีความเสี่ยงที่จะเคลื่อนตัว แต่ได้มีการนำอุปกรณ์หนักมายังที่เกิดเหตุแล้ว
โรงเรียนอัลโคซินีเป็นโรงเรียนประจำแบบดั้งเดิมในอินโดนีเซีย นักเรียนที่นี่จะใช้ชีวิต เรียน และปฏิบัติศาสนกิจภายใต้การดูแลของครูสอนศาสนา
โดยปกติแล้ว นักเรียนจะเน้นการศึกษาศาสนาอิสลาม เช่น การท่องจำอัลกุรอาน การเรียนภาษาอาหรับ และกฎหมายอิสลาม แต่ปัจจุบัน มีการเปิดสอนหลักสูตรการศึกษาทั่วไปด้วย
โรงเรียนอัลโคซินีต่างจากโรงเรียนทั่วไปตรงที่อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงกิจการศาสนาของอินโดนีเซีย ไม่ใช่กระทรวงศึกษาธิการ ทำให้การกำกับดูแลมักมีข้อจำกัด
สำนักงานกระทรวงกิจการศาสนาประจำชวาตะวันออก ระบุว่า เหตุการณ์ถล่มครั้งนี้เป็นบทเรียนเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยในการก่อสร้างโรงเรียนสอนศาสนา
เรียบเรียงจาก BBC