“เรซา ปาห์ลาวี” อดีตมกุฎราชกุมารและพระราชโอรสของพระเจ้าชาห์องค์สุดท้ายแห่งอิหร่านที่ถูกโค่นอำนาจจากการปฏิวัติอิสลามในปี 1979 ซึ่งปัจจุบันพำนักอยู่ในสหรัฐฯ เรียกร้องให้ประชาคมโลกช่วยเหลือผู้ประท้วง
โดยระบุว่า ชาวอิหร่านกำลังดำเนินการประท้วงอย่างเด็ดขาดในพื้นที่และตอนนี้ก็ถึงเวลาที่ประชาคมโลกจะต้องเข้าร่วมกับพวกเขาอย่างเต็มที่ พร้อมเสริมว่า ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีความช่วยเหลือจากโลก ระบอบการปกครองนี้ก็จะล่มสลาย และจะล่มเร็วขึ้นพร้อมช่วยชีวิตผู้คนได้มากขึ้น หากโลกเปลี่ยนคำพูดให้เป็นการกระทำ
อดีตมกุฎราชกุมารผู้ถูกเนรเทศรายนี้ยังอ้างว่า หน่วยงานด้านความมั่นคงบางส่วนของอิหร่านปฏิเสธที่จะเข้าร่วมการปราบปรามผู้ประท้วงและระบุว่าทางการอิหร่านได้นำนักรบจากกลุ่มติดอาวุธต่างชาติเข้ามาสกัดการประท้วง พร้อมเรียกร้องให้ประชาคมโลกมุ่งเป้าไปที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน รวมถึงโครงสร้างการบังคับบัญชา และการควบคุม โดยเรียกร้องให้มีการโจมตีทางทหารที่แม่นยำและมุ่งเป้าหมายเฉพาะจุดทางทหารที่สำคัญ (Surgical Strike)
นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้มหาอำนาจโลกเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ขับนักการทูตอิหร่าน เรียกร้องให้ปล่อยนักโทษทางการเมืองทั้งหมด และนำสัญญาณอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม Starlink และระบบสื่อสารที่ปลอดภัยอื่น ๆ มาใช้ เพื่อให้ประชาชนในอิหร่านสามารถเชื่อมต่อได้
ปาห์ลาวีให้คำมั่นว่าจะกลับอิหร่าน และวางแผนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประเทศ โดยระบุว่า สนับสนุนแนวทางการปกครองที่ตั้งอยู่บนหลักการของความเป็นเอกภาพแห่งดินแดนอิหร่าน การแยกศาสนาออกจากรัฐ เสรีภาพของปัจเจกบุคคล และสิทธิของประชาชนอิหร่านในการตัดสินใจเลือกรูปแบบรัฐบาลประชาธิปไตยที่พวกเขาต้องการ
ต่อคำถามเกี่ยวกับผู้นำในอนาคตของอิหร่าน อดีตมกุฎราชกุมารรายนี้ระบุว่า เป็นเรื่องที่ชาวอิหร่านต้องตัดสินใจ และเชื่อว่า ตนเองสามารถขึ้นเป็นผู้นำได้ ด้วยการสนับสนุนจากประชาชนอิหร่าน
ปาห์ลาวีกลายเป็นบุคคลสำคัญในกลุ่มฝ่ายค้านของอิหร่าน และก่อนหน้านี้เคยเรียกร้องให้ชาวอิหร่านยกระดับการประท้วง อย่างไรก็ตาม ผู้ประท้วงเผชิญกับการใช้กำลังเข้าปราบปรามอย่างรุนแรงจากเจ้าหน้าที่รัฐ ท่ามกลางการปิดกั้นสัญญาณอินเทอร์เน็ต และบริการสื่อสารเกือบทั้งหมด
กลุ่มสิทธิมนุษยชนรายงานว่ามีผู้ประท้วงกว่า 2,600 คน ถูกสังหารในระหว่างการชุมนุมที่มีจุดเริ่มต้นจากปัญหาเศรษฐกิจ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. ปีที่แล้ว และลุกลามไปสู่การเรียกร้องให้ยุติระบอบการปกครองของ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอิหร่านเรียกการประท้วงเหล่านี้ว่าเป็นเหตุจลาจลที่ได้รับการสนับสนุนจากศัตรูของอิหร่าน
ขณะที่ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เตือนรัฐบาลอิหร่านไม่ให้สังหารผู้ประท้วงและบอกกับสำนักข่าว CBS ว่า สหรัฐฯ จะดำเนินมาตรการที่รุนแรงมากต่ออิหร่าน หากมีการประหารผู้ประท้วง ก่อนในภายหลังจะออกมาบอกว่า ได้รับแจ้งว่า การสังหารได้หยุดลงแล้ว แต่ก็ไม่ตัดความเป็นไปได้ของการใช้กำลังทหารต่ออิหร่าน