หลังจากการปิดอินเทอร์เน็ตเกือบทั้งประเทศของอิหร่านเป็นเวลาเกือบสัปดาห์ ล่าสุด ฟอร์บส์ รายงานว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์เปิดเผยว่า การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตชุดแรกเริ่มฟื้นตัวแล้ว โดยพบการใช้งานจากอาคารรัฐบาล และมีความเป็นไปได้ว่าถูกใช้เพื่อเข้าถึงเว็บไซต์ลามก มากกว่าภารกิจด้านความมั่นคงของรัฐ
ข้อมูลจาก NetBlocks ระบุว่า เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 17 ม.ค. ที่ผ่านมา พบการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเล็กน้อย โดยระดับการใช้งานโดยรวมยังอยู่ที่ราว 2% ของภาวะปกติ
ขณะที่ นาริมาน การิบ นักสืบสวนด้านไซเบอร์ รายงานว่า มีผู้ให้บริการอย่างน้อย 2 รายเริ่มเชื่อมต่อกลับมา และยืนยันว่าเตหะรานมีสัญญาณใช้งานแล้ว แม้ยังไม่แน่ชัดว่าการเปิดใช้งานอินเทอร์เน็ตนี้จะเป็นการเปิดเพียงชั่วคราวหรือเปิดแบบถาวร
ประเด็นที่ทำให้เรื่องดังกล่าวกลายเป็นไวรัลในแวดวงความมั่นคงไซเบอร์ คือโพสต์บน X ของ แมทธิว พรินซ์ ซีอีโอของ Cloudflare ที่เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกจากฝั่งโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตโลก โดยระบุว่า
“ทราฟฟิกการใช้อินเทอร์เน็ตจากอิหร่านยังน้อยมาก (ต่ำกว่า 1% ของระดับปกติ) ผมขอให้ทีมตรวจสอบว่าอินเทอร์เน็ตที่กลับมาถูกใช้เข้าถึงอะไร ในการปิดอินเทอร์เน็ตครั้งใหญ่ก่อนหน้านี้ (เหมือนกับที่เกิดขึ้นในเกาหลีเหนือ) สิ่งแรกที่กลับมาคือทราฟฟิกจากอาคารรัฐบาลที่เข้าชมเว็บไซต์ลามก ถ้าเป็นแบบนั้นในอิหร่าน มันคงทั้งตลก…และบอกอะไรได้หลายอย่าง”
Iran traffic still tiny (<1% of usual levels). Asked team to look what it’s accessing. In previous major Internet shutdowns (e.g., North Korea) the first thing to come back was traffic from gov’t buildings looking at porn. If that’s the case here it’ll be funny… and telling. https://t.co/FPtQZ2jCTf
— Matthew Prince ? (@eastdakota) January 17, 2026
คำกล่าวนี้ยิ่งตอกย้ำความย้อนแย้งของมาตรการปิดอินเทอร์เน็ตของรัฐบาลอิหร่าน เพราะในขณะที่ประชาชนทั่วไปถูกตัดขาดจากโลกออนไลน์ หน่วยงานรัฐกลับยังคงมีสิทธิ์เข้าถึงอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียบางส่วน ซึ่งไม่เพียงเปิดช่องให้เกิดคำถามด้านศีลธรรม แต่ยังสร้างความเสี่ยงด้านความมั่นคงอย่างร้ายแรง
ผู้เชี่ยวชาญด้านข่าวกรองไซเบอร์ระบุว่า เมื่อมีเพียงหน่วยงานรัฐบาลเท่านั้นที่ออนไลน์ ทำให้ประเทศคู่ขัดแย้งอย่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล สามารถตรวจจับ ทำแผนที่ และบันทึกร่องรอยดิจิทัลของเครือข่ายรัฐอิหร่านได้อย่างแม่นยำ ตั้งแต่เส้นทางการสื่อสาร ไปจนถึงกลุ่มปฏิบัติการไซเบอร์เชิงรุกที่ใช้โจมตีต่างประเทศ
ขณะที่ CSO Online วิเคราะห์ว่า การปิดอินเทอร์เน็ตบางส่วนของอิหร่านอาจกลายเป็น “ขุมทรัพย์ข่าวกรอง” อย่างไม่ตั้งใจ เพราะทราฟฟิกที่เหลืออยู่ แม้จะเป็นกิจกรรมส่วนตัวอย่างการเข้าชมเว็บไซต์ลามกจากเครือข่ายรัฐบาล ก็สามารถช่วยเปิดโปงโครงสร้าง ระบบ และพฤติกรรมของรัฐอิหร่านได้อย่างลึกซึ้ง และข้อมูลทั้งหมดนี้กำลังถูกวิเคราะห์อย่างละเอียดแบบบิตต่อบิตโดยหน่วยข่าวกรองตะวันตก
ที่มา: Forbes / @eastdakota