ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เชื่อมโยงคำขู่ที่จะควบคุมกรีนแลนด์กับการที่เขาไม่ได้รางวัลโนเบล ในข้อความที่ส่งถึงนายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ โยนาส กาห์ สเตอเร ของนอร์เวย์
โดยทรัมป์บอกกับผู้นำนอร์เวย์ว่า เมื่อพิจารณาถึงการที่นอร์เวย์ตัดสินใจไม่มอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพให้เขา ทั้งที่เขายุติสงครามได้มากกว่า 8 ครั้ง เขาจึงไม่รู้สึกว่าต้องคิดถึงแต่สันติภาพอย่างเดียวอีกต่อไป แม้ว่าสันติภาพจะยังคงเป็นสิ่งสำคัญ แต่ตอนนี้เขาสามารถคิดถึงสิ่งที่ดีและเหมาะสมสำหรับสหรัฐฯ ได้
ด้านสเตอเรระบุในแถลงการณ์ว่า ได้รับข้อความตอบกลับดังกล่าว หลังจากที่เขาและประธานาธิบดีฟินแลนด์ อเล็กซานเดอร์ สตับบ์ ส่งข้อความถึงทรัมป์ เพื่อแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยต่อการประกาศเก็บภาษีกับนอร์เวย์ ฟินแลนด์ และประเทศอื่น ๆ
ผู้นำนอร์เวย์บอกด้วยว่า เขาได้อธิบายชัดเจนกับประธานาธิบดีทรัมป์แล้วถึงข้อเท็จจริงที่เป็นที่รับรู้กันดีว่า รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพนั้นมอบโดยคณะกรรมการรางวัลโนเบลที่เป็นอิสระ ไม่ใช่รัฐบาลนอร์เวย์
ข้อความดังกล่าวของทรัมป์มีขึ้นหลังจากเขาขู่จะเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มอีก 10% กับสินค้าจากหลายประเทศในยุโรปที่คัดค้านแผนที่จะเข้าครอบครองกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. เป็นต้นไป
ทรัมป์ระบุในข้อความด้วยว่า เดนมาร์กไม่สามารถปกป้องดินแดนนั้นจากรัสเซียหรือจีนได้ พร้อมกับตั้งคำถามถึงสิทธิ์ความเป็นเจ้าของของเดนมาร์ก โดยอ้างว่าไม่มีเอกสารลายลักษณ์อักษร มีเพียงเรื่องเล่าว่าเรือเคยไปขึ้นฝั่งที่นั่นเมื่อหลายร้อยปีก่อน แต่สหรัฐฯ ก็มีเรือไปขึ้นฝั่งที่นั่นเช่นกัน
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังระบุว่า เขาทำเพื่อนาโตมากกว่าใครตั้งแต่ก่อตั้งมา ตอนนี้นาโตควรทำอะไรบางอย่างเพื่อสหรัฐฯ บ้าง โลกจะไม่ปลอดภัย หากสหรัฐฯ ไม่ได้ควบคุมกรีนแลนด์โดยสมบูรณ์และเด็ดขาด
แม้ว่าสหรัฐฯ จะเป็นเสาหลักของความมั่นคงในยุโรปและแอตแลนติกมานานหลายทศวรรษ และทุ่มงบประมาณด้านการป้องกันมากกว่าสมาชิกนาโตประเทศใดตลอดช่วงเวลาดังกล่าว แต่ชาติพันธมิตรนาโตหลายประเทศก็มีส่วนร่วมในสงครามของสหรัฐฯ ในช่วงหลังด้วย โดยชาวเดนมาร์ก 43 คนเสียชีวิตในการสู้รบที่อัฟกานิสถาน ภายหลังการรุกรานในปี 2001
ด้านนายกรัฐมนตรีอังกฤษ เคียร์ สตาร์เมอร์ กล่าวระหว่างแถลงข่าวที่กรุงลอนดอน ย้ำว่า เดนมาร์กเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ และเป็นสมาชิกที่ภาคภูมิของนาโต ที่ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่มาด้วยกัน
ขณะที่ อีเวตต์ คูเปอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษ กล่าวว่า คำขู่เก็บภาษีของทรัมป์ไม่ใช่วิธีที่ปฏิบัติต่อพันธมิตร และความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นนี้ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับการเจรจาและความร่วมมือข้ามแอตแลนติก
ขณะเดียวกัน คายา คัลลาส หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรปกล่าวว่า ยุโรปไม่ต้องการเลือกการเผชิญหน้ากับสหรัฐฯ ในประเด็นกรีนแลนด์ แต่การข่มขู่ทางการค้าไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง อธิปไตยไม่ใช่สิ่งที่เอามาแลกเปลี่ยนทางการค้าได้ ซึ่งอียูจะยืนหยัดในจุดยืนของตน
เช่นเดียวกับนายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ เยนส์ เฟรเดอริก นีลเซน ของกรีนแลนด์ ที่แสดงท่าทีในทิศทางเดียวกัน โดยระบุว่ากรีนแลนด์จะยืนหยัดบนเส้นทางการเจรจา แต่จะไม่ยอมให้สหรัฐฯ กดดัน
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 19 ม.ค. ทรัมป์ยังคงปฏิเสธที่จะตัดความเป็นไปได้ในการใช้กำลังเพื่อเข้าควบคุมกรีนแลนด์ และยืนยันว่าจะเดินหน้าตามแผนเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าสหราชอาณาจักรและอีก 7 ประเทศพันธมิตรนาโตต่อไป