เมื่อวันที่ 3 ก.พ. เมียนมาและรัสเซียลงนามข้อตกลงความร่วมมือทางทหารระยะเวลา 5 ปีจนถึงปี 2030 ตอกย้ำสัมพันธ์สองชาติพันธมิตรที่นักวิเคราะห์ระบุว่ามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการยึดอำนาจของรัฐบาลทหารเมียนมา หลัง “เซอร์เกย์ ชอยกู” เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งรัสเซีย เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคงของทำเนียบเครมลิน เยือนเมียนมา เมื่อวันที่ 2 ก.พ. ที่ผ่านมา
กองทัพเมียนมารัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนเมื่อปี 2021 จุดชนวนให้เกิดสงครามกลางเมือง และพึ่งพาการสนับสนุนจากรัสเซีย รวมถึงจีน ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อคงกำลังและยุทโธปกรณ์ของกองทัพ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
การโจมตีทางอากาศด้วยเครื่องบินรบที่ผลิตในรัสเซียช่วยสกัดกั้นกองกำลังกบฏที่กำลังขยายตัวในหลายพื้นที่ของประเทศ แต่ขณะเดียวกันก็มีรายงานการโจมตีพลเรือนอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งผู้ติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งบางราย ระบุว่า อาจเข้าข่ายการก่ออาชญากรรมสงคราม
หลายชาติตะวันตกมองว่าเมียนมาเป็นรัฐนอกคอกหรือรัฐที่ไม่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ นับตั้งแต่ก่อรัฐประหารเมื่อ 5 ปีก่อน เช่นเดียวกับรัสเซียที่ถูกมองเช่นเดียวกัน หลังเปิดฉากรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบในปี 2022
ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นหลังรัฐบาลทหารเมียนมาเสร็จสิ้นการจัดการเลือกตั้งเป็นเวลา 1 เดือน โดยโฆษณาว่าเป็นการกลับคืนสู่ประชาธิปไตยและเป็นโอกาสในการสร้างสันติภาพ หลังจากอยู่ภายใต้การปกครองของกองทัพและสงครามกลางเมืองมานาน 5 ปี
อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งไม่สามารถจัดได้ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มกบฏ และยังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากต่างประเทศ เนื่องจากกีดกัน อองซาน ซูจี ผู้นำประชาธิปไตยซึ่งถูกคุมขัง รวมถึง พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ที่ชนะการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อปี 2020
ขณะที่พรรคสหภาพสามัคคีและการพัฒนาหรือยูเอสดีพี (USDP) ซึ่งนักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่าเป็นตัวแทนของกองทัพชนะการเลือกตั้งไปแบบไร้คู่แข่ง โดยกวาดที่นั่งในสภาไปมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ แต่ด้วยการที่กลุ่มกบฏปฏิเสธการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยมองว่า เป็นกระบวนการที่ไร้ความชอบธรรมเพื่อฟอกภาพลักษณ์และตอกย้ำอำนาจของกองทัพ นักวิเคราะห์จึงมองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่น่าจะช่วยยุติสงครามกลางเมืองได้