รัสเซียใช้ขีปนาวุธพิสัยไกลความเร็วเหนือเสียง "โอเรชนิก" (Oreshnik) ในการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ต่อกรุงเคียฟของยูเครน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 คน และบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 83 คน
โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ระบุว่า นี่ถือเป็นครั้งที่ 3 ที่รัสเซียใช้ขีปนาวุธโอเรชนิกในสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 4 ปี
โดยทางการยูเครนระบุว่า การโจมตีครั้งนี้สร้างความเสียหายในหลายพื้นที่ทั่วกรุงเคียฟ
ทั้งบริเวณใกล้อาคารราชการ อาคารพักอาศัย โรงเรียน ตลาด รวมถึงสถานีตำรวจ ขณะที่เกิดไฟไหม้ต่อเนื่องหลายจุดจนถึงช่วงเช้า ส่งผลให้การกู้ภัยเป็นไปอย่างยากลำบาก
กองทัพอากาศยูเครนเปิดเผยว่า รัสเซียส่งโดรนโจมตี 600 ลำ และขีปนาวุธจากทั้งทางอากาศ ทางทะเล และภาคพื้นดินอีก 90 ลูกเข้าโจมตี โดยระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถยิงสกัดหรือรบกวนโดรนได้ 549 ลำ และสกัดขีปนาวุธได้ 55 ลูก อย่างไรก็ตาม ยังมีขีปนาวุธบางส่วนพุ่งถึงเป้าหมาย
เซเลนสกีระบุว่า ขีปนาวุธโอเรชนิกได้โจมตีพร้อมสร้างความเสียหายแก่เมืองบีลา เซอร์กวา ในภูมิภาคเคียฟ โดยอาวุธชนิดนี้สามารถติดหัวรบนิวเคลียร์หรือหัวรบทั่วไปได้
ด้านกระทรวงกลาโหมรัสเซียยืนยันการใช้ขีปนาวุธดังกล่าว พร้อมระบุว่าเป้าหมายคือศูนย์บัญชาการทางทหาร ฐานทัพอากาศ และโรงงานอุตสาหกรรมทางทหารของยูเครน โดยอ้างว่าเป็นการตอบโต้การโจมตีของยูเครนต่อเป้าหมายพลเรือนในรัสเซีย
ก่อนหน้านี้ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย กล่าวประณามเหตุโจมตีหอพักวิทยาลัยในพื้นที่ยึดครองของรัสเซียทางตะวันออกของยูเครน ซึ่งมอสโกกล่าวโทษว่าเป็นฝีมือของเคียฟ พร้อมยืนยันว่าได้สั่งให้กองทัพตอบโต้
ขณะเดียวกัน ชาติพันธมิตรยุโรปของยูเครน รวมถึงเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส และ ฟรีดริช เมอซ์ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ออกมาประณามการโจมตีดังกล่าว รวมถึงการใช้ขีปนาวุธโอเรชนิกของรัสเซีย
ส่วน คายา คัลลาส หัวหน้านโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป ระบุว่า รัฐมนตรีต่างประเทศของชาติสมาชิกอียูจะประชุมกันภายในไม่กี่วันข้างหน้า เพื่อหารือแนวทางเพิ่มแรงกดดันต่อรัสเซีย
ที่มา: AP