สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า ผู้เชี่ยวชาญ อ้างอิงจากภาพถ่ายดาวเทียม Planet Labs ว่า อุทกภัยฉับพลันร้ายแรงใกล้ชายแดนเนปาล-ทิเบต อาจเกิดจากการที่ส่วนล่างของธารน้ำแข็งแตก และพังถล่มลงสู่พื้นหุบเขาที่อยู่ต่ำลงไปหลายร้อยเมตร ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าอะไรเป็นสาเหตุให้ธารน้ำแข็งถล่ม
โดยภาพถ่ายดาวเทียมก่อนและหลังเหตุการณ์จาก Planet Labs แสดงให้เห็นว่าเนินเขาเขียวชอุ่มในอดีตถูกฝังอยู่ใต้เศษซากและตะกอนสีน้ำตาล โดยภาพถ่ายที่ปรากฎนั้นจะแสดงให้เห็นว่าหิมะจำนวนมากละลายไปในช่วง 24 ชั่วโมงก่อนเกิดภัยพิบัติ
ด้าน วิกรม กุปตา ผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยาวิศวกรรมประเทศอินเดีย ระบุว่า ได้รับการยืนยันแล้วว่าส่วนปลายของธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ได้พังทลายลงจนเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์นี้ ซึ่งเมื่อมวลน้ำไหลลงสู่ที่ต่ำ และดึงเอาก้อนหิน และ ตะกอนดินจำนวนมากให้พังทลายลงไปด้วยพร้อมๆ กัน
องค์การสหประชาชาติระบุในปี 2023 ว่า ภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะของเนปาลสูญเสียน้ำแข็งไปเกือบหนึ่งในสามในช่วงเวลาเพียง 30 กว่าปี เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ธารน้ำแข็งในเนปาล ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างสองประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนขนาดใหญ่ คือ อินเดีย และ จีน ก้อนน้ำแข็งจึงละลายเร็วขึ้นถึง 65% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้
จากภาพถ่ายดาวเทียมของ Planet Labs ในเช้านี้ (ตามเวลาท้องถิ่น) แสดงเห็นว่าส่วนล่างของธารน้ำแข็งแตกออกที่ระดับความสูงประมาณ 5,200 เมตร และพังถล่มลงสู่พื้นหุบเขาที่อยู่ต่ำลงไปประมาณ 1,200 เมตร ซึ่งสิ่งก่อสร้างอาจเป็นปัจจัยหนึ่งด้วยที่เร่งให้ธารน้ำแข็งละลาย
โดยข้อมูลดังกล่าว สอดคล้องกับ ดร.ไพบูลย์ นวลนิล นักแผ่นดินไหววิทยา ซึ่งระบุว่า ก่อนหน้านี้กรมสำรวจทางธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ USGS บันทึกคลื่นแผ่นดินไหวได้ ประเมินว่ามีขนาด 4.4 แต่เมื่อนำข้อมูลหลายชุดมาแปลผลใหม่ก็พบว่า แรงสั่นสะเทือนที่เหมือนแผ่นดินไหว คือการแตกของภูเขาน้ำแข็ง ก่อนกลายเป็นดินถล่มผสมกับก้อนน้ำแข็งตกลงมาจากเทือกเขาสูง ลงมาในแม่น้ำ
ทำให้ปิดกั้นแม่น้ำ จนระดับน้ำสูงขึ้น เมื่อก้อนน้ำแข็งละลายไป ก็ทะลักลงมาตามแม่น้ำในหุบเขา ลงมาที่หมู่บ้านสองฟากฝั่ง ซึ่งน้ำที่ไหลมาจำนวนมหาศาลประกอบกับการไหลจากที่สูงลงที่ต่ำ ทำให้มีความรุนแรงมาก