นายแพทย์ธรรมสรณ์ เจษฎาเชษฐ์ หรือ “หมอตั้ม”แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ผู้เชี่ยวชาญด้านฝังเข็มแบบฝรั่ง (Dry Needling Therapy ) เปิดเผยว่า สมาร์ทโฟนซินโดรม มีหลักการคล้ายกับ ออฟฟิศซินโดรม มาก คือ มีอาการของกล้ามเนื้อหดเกร็ง เนื่องมาจากพฤติกรรมการนั่งทำงานงานเป็นระยะเวลานานหลายชั่วโมงในออฟฟิศ ส่งผลให้ปวดกล้ามเนื้อส่วนใดส่วน เช่น บ่า ไหล่ สะบัก และหลัง เป็นต้น
สมาร์ทโฟนซินโดรม เพราะพฤติกรรมการก้มหน้าจ้องดูโทรศัพท์เป็นเวลานาน ส่งผลให้กล้ามเนื้อบริเวณ คอและบ่า ต้องพยุงน้ำหนักส่วนที่เป็นใบหน้าและศรีษะมากขึ้นถึง 4-5 เท่าจากปกติ จึงทำให้เกิดอาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณคอทั้งด้านหน้าและด้านหลัง คนไข้จะมีอาการหันคอได้ไม่สุด ปวดคอ ปวดบ่า บางครั้งถึงขนาดปวดร้าวขึ้นไปถึงกระบอกตา ปวดบริเวณขมับหัวคิ้ว บางคนที่เป็นหนักมากจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียนรวมด้วย ทำให้เข้าใจผิด คิดว่าเป็นโรค ไมเกรน, เวียนหัวจากน้ำในหูไม่เท่ากัน เพราะอาการคล้ายกันมาก
โดยวัยที่มีโอกาสเสี่ยงเกิดโรค สมาร์ทโฟนซินโดรม ประกอบด้วย วัยทำงาน จนถึงผู้สูงวัย สำหรับในวัยรุ่นนั้นเกิดขึ้นน้อยกว่า เพราะกล้ามเนื้อวัยวันรุ่นนั้นยังยืดหยุ่นได้ดี สามารถทนทานกับอิริยาบถเดิม ๆ ซ้ำ ๆ และกล้ามเนื้อรักษาตัวเองได้ดีกว่า ซึ่งวิธีการรักษาเบื้องต้นด้วยตัวเองแบบง่าย คือ การประคบอุ่น, ค่อย ๆ ยืดกล้ามเนื้อ, รับปรทานยาคลายกล้ามเนื้อ แต่ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้น ควรมาปรึกษาแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู เพื่อหาสาเหตุและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมให้หายปวดได้โดยเร็ว
สำหรับวิธีที่ “หมอตั้ม” มักแนะนำให้กับผู้ที่มีอาการปวดมาก ๆ คือ การรักษาฝังเข็มแบบฝรั่ง ( Dry Needling Therapy ) หรือเข็มสะกิด จะเป็นการฝังเข็มเล็ก ๆ ผ่านเข้าสู่ผิวหนัง โดยใช้ปลายเข็มไปสะกิดใยกล้ามเนื้อที่หดเกร็งอยู่ให้กระตุก คลายตัวออกมา ซึ่งใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที เท่านั้น หลังฝังเข็มคนไข้จะรู้สึกเบาปวดลง แต่จะมีระบมบริเวณลงเข็มคล้ายฉีดวัคซีน ประมาณ 1-2 วัน
อย่างไรก็ตาม ทุกการรักษาถือเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ ยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่เป็นสาเหตุร่วม ทำให้อาการปวดกลับมาเป็นซ้ำๆ หรือไม่หายขาดถาวร ได้แก่
1. ยังคงทำกิจกรรม หรือ ท่าทางซ้ำเดิมที่กระตุ้นให้กล้ามเนื้อหดเกร็งตัวอยู่บ่อย ๆ
2. ความเครียด ถือเป็นสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้กล้ามเนื้อกลับมาหดเกร็งเองโดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะบริเวณคอ บ่า สะบัก โดยที่ตนเองไม่รู้ตัว
3. พักผ่อนนอนหลับไม่เพียงพอ หรือ นอนน้อย นอนหลับไม่สนิท
4. ขาดการออกกำลังกาย กล้ามเนื้ออ่อนแอ ไม่ทนทาน เกิดอาการหดเกร็งค้าง ได้ง่าย
หากใครมีข้อสงสัย หรือต้องการสอบถามเกี่ยวกับ สมาร์ทโฟนซินโดรม หรืออาการปวดต่าง ๆ เพิ่มเติม สามารถติดต่อผ่านทาง เพจ “Dr.Tham-Thammasorn” คุณหมอพร้อมตอบทุกคำถามด้วยตนเอง เพื่อแชร์ประสบการณ์ต่าง ๆ และนำความรู้ในทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู มาอธิบายให้ผู้ถามและผู้อ่านรายอื่น ที่สนใจ ได้อ่านแบบเข้าใจง่าย เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสังคมต่อไป