ในห้วงประวัติศาสตร์อันยาวนานของชาติไทย มีวีรกษัตริย์และวีรบุรุษหลายพระองค์ที่ได้รับการจารึกไว้ในความทรงจำของคนไทย แต่มีวีรสตรีองค์หนึ่งที่แม้จะทรงเสียสละอย่างใหญ่หลวงเพื่อความอยู่รอดของชาติ กลับถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์เพียงเลือนราง นั่นคือ สมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา (พระองค์ทอง) พระราชธิดาในสมเด็จพระมหาธรรมราชาและพระวิสุทธิกษัตรีย์ ทรงเป็นพระพี่นางของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (พระองค์ดำ) และสมเด็จพระเอกาทศรถ (พระองค์ขาว) ผู้ซึ่งทรงเป็นสัญลักษณ์แห่งความเสียสละอันยิ่งใหญ่เพื่อเอกราชและความอยู่รอดของกรุงศรีอยุธยา
ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 21 หรือ เมื่อ 500 ปีก่อน อาณาจักรกรุงศรีอยุธยาตกอยู่ในภาวะคับขันจากการคุกคามของอาณาจักรพม่า เมื่อสมเด็จพระมหาธรรมราชา พระราชบิดาของพระพี่นางสุพรรณกัลยา ทรงตกอยู่ภายใต้พระราชอำนาจของพระเจ้าบุเรงนอง กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งกรุงหงสาวดี พระองค์จำต้องส่งพระราชโอรสและพระราชธิดาไปเป็นองค์ประกันในราชสำนักพม่า พระพี่นางสุพรรณกัลยาจึงทรงต้องพลัดพรากจากแผ่นดินเกิดเพื่อรักษาสันติภาพและความอยู่รอดของกรุงศรีอยุธยา เป็นการเสียสละส่วนพระองค์เพื่อประโยชน์ของแผ่นดิน
เมื่อเสด็จไปประทับ ณ กรุงหงสาวดี พระสุพรรณกัลยาทรงได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในพระมเหสีเล็ก หรือ “โกโละดอ” ของพระเจ้าบุเรงนอง แต่ก็นับเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในพระชนม์ชีพของพระองค์ เพราะทรงต้องดำรงพระชนม์ชีพในดินแดนของศัตรู ห่างไกลจากพระประยูรญาติและผืนแผ่นดินที่ทรงรัก แต่แม้จะอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น พระองค์ยังทรงดำรงพระราชหฤทัยที่ซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อชาติกำเนิด ไม่เคยละทิ้งรากเหง้าแห่งความเป็นไทย
จากพงศาวดารพม่ามีการกล่าวถึงพระมเหสีองค์หนึ่งของพระเจ้าบุเรงนองนามว่า "อะเมียวหย่ง" ซึ่งแปลเป็นไทยว่า “ผู้ทรงมีพระทัยอันเข้มแข็งและจงรักภักดีต่อเผ่าพันธุ์ของพระองค์” นักประวัติศาสตร์หลายท่านเชื่อว่า "อะเมียวหย่ง" คือพระนามที่ชาวพม่าใช้เรียกขานพระพี่นางสุพรรณกัลยานั่นเอง แสดงให้เห็นว่าพระองค์มิได้ทรงเป็นเพียงพระมเหสีของกษัตริย์ต่างแดน แต่ยังทรงมีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ของทั้งสองราชอาณาจักร
กล่าวโดยสรุปคือ จังหวะเวลาที่พระพี่นางสุพรรณกัลยา ทรงเป็นองค์ประกันที่ราชสำนักหงสาวดีนั้น เป็นจังหวะเวลาเดียวกันกับที่อยุธยาสามารถฟื้นฟูบูรณะบ้านเมือง และเสริมสร้างความเข้มแข็ง จนภายหลังพร้อมที่จะท้าทายอำนาจหงสาวดีได้อย่างเปิดเผย และในช่วงแห่งการปรับเปลี่ยนที่สำคัญยิ่ง มีพระพี่นางสุพรรณกัลยาเพียงพระองค์เดียวที่เป็นผู้มีความสำคัญที่สุด ในฐานะเป็นสายใยเหนี่ยวรั้งความสัมพันธ์ และ “ความไว้เนื้อเชื่อใจ” ระหว่างราชสำนักหงสาวดีและอยุธยา นับแต่ พ.ศ. 2112-2113 ที่พระพี่นางสุพรรณกัลยาได้ตกเป็นองค์ประกัน จนถึง พ.ศ. 2125 เมื่อสมเด็จพระนเรศวรทรงท้าทายอำนาจหงสาวดีอย่างเปิดเผย ก็คือช่วงที่อยุธยาได้ฟื้นฟูบูรณะบ้านเมือง และไพร่พลให้พร้อมประกาศตนเป็นอิสระจากเจ้าเอกราชพม่า และพร้อมจะเปิดศึกใหญ่ในทุกทิศทุกทางนั้นเอง
การที่พระพี่นางสุพรรณกัลยามิได้ทรงตอบรับสมเด็จพระนเรศวรในการเสด็จกลับกรุงศรีอยุธยานั้น มิใช่ว่าพระองค์จะทรงรักและเป็นห่วงพระราชสวามีและพระธิดา เหนือกว่าความเป็นเอกราชแห่งอยุธยาไม่ แต่เป็นไปเพื่อความไว้เนื้อเชื้อใจ และอาสาเป็นตัวประกันแห่งหงสาวดีต่อไป ด้วยความเสียสละแม้พระชนม์ชีพของพระองค์ พร้อมพระราชธิดาและพระโอรสในพระครรภ์
ในคำให้การชาวกรุงเก่ายังได้บันทึกไว้อีกว่า ภายหลังที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระอนุชาของพระองค์ ทรงประกาศอิสรภาพของกรุงศรีอยุธยาจากการเป็นเมืองขึ้นของพม่าในปี พ.ศ. 2127 และทรงมีชัยชนะอันเลื่องลือในศึกยุทธหัตถี ทรงสามารถประหารพระมหาอุปราชมังกะยอชวาแห่งกรุงหงสาวดี พระราชโอรสของพระเจ้านันทบุเรง พระเจ้านันทบุเรงทรงโกรธแค้นอย่างรุนแรงต่อการสูญเสียพระราชโอรส จึงทรงระบายพระพิโรธด้วยการประหารพระสุพรรณกัลยา พระชนม์ชีพอันประเสริฐของพระพี่นางสุพรรณกัลยาจึงต้องดับสิ้นลงท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างสองราชอาณาจักร พระองค์ทรงกลายเป็นส่วนหนึ่งของราคาที่ต้องจ่ายเพื่อเอกราชและอิสรภาพของชาติไทย
แม้พระราชกรณียกิจและการเสียสละของพระสุพรรณกัลยาจะมีคุณูปการอย่างใหญ่หลวงต่อชาติไทย แต่น่าประหลาดใจที่พระประวัติของพระองค์กลับไม่ได้รับการบันทึกอย่างสมพระเกียรติในพระราชพงศาวดารของไทย พระนามและพระจริยวัตรของพระองค์ปรากฏเพียงเลือนรางผ่านหลักฐานจากต่างแดนและคำบอกเล่าที่สืบทอดมา
อย่างไรก็ตาม ความสนใจในพระประวัติของพระพี่นางสุพรรณกัลยาได้รับการจุดประกายขึ้นอีกครั้ง เมื่อมีการค้นพบหม้อบรรจุพระอัฐิพร้อมจารึกเป็นอักษรพม่าโบราณที่มีคำว่า "กัลยา" สลักไว้ ณ วัดไจ๊กะลอในชานนครย่างกุ้ง เจดีย์โบราณของชาวมอญ อายุถึง 2,333 ปี ซึ่งเคยเป็นสถานที่บรรจุพระบรมเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า
การค้นพบนี้สร้างความตื่นตัวในหมู่นักประวัติศาสตร์และประชาชนทั่วไป และเคยเป็นข่าวใหญ่ในหนังสือพิมพ์ของพม่าเมื่อหลายปีก่อน ชาวพม่าจำนวนมากเชื่อว่านี่คือพระอัฐิของพระพี่นางสุพรรณกัลยา ผู้ประทับอยู่ที่กรุงหงสาวดีจนสิ้นพระชนม์ ปัจจุบันพระอัฐินี้ได้รับการเก็บรักษาไว้ ณ ตำหนักภายในวัดไจ๊กะลอ ชานเมืองย่างกุ้ง ด้วยความเคารพสักการะ โดยมีชาวพม่าบางกลุ่มที่ให้ความเคารพศรัทธาอย่างลึกซึ้ง ถึงขนาดยกย่องพระองค์เป็นดั่ง 'นัต' หรือวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่คอยปกปักรักษาผู้ศรัทธา รวมถึงคนไทยบางส่วนที่เดินทางไปกราบไหว้บูชาขอพร และเมื่อสมดังปรารถนาก็จะนำเครื่องสักการะมาถวายด้วยความกตัญญู
ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและความมุ่งมั่นที่จะรื้อฟื้นพระเกียรติประวัติอันควรค่าแก่การจดจำ มูลนิธิธรรมดี โครงการตามรอยพระราชา นำโดยคุณสมาน คุณากรไพบูลย์ศิริ ประธานโครงการฯ ดร. ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานมูลนิธิธรรมดี และกัลยาณมิตรชาวไทยและชาวพม่าผู้มีความจงรักภักดี จึงได้น้อมนำดวงพระราชหฤทัยอันเสียสละของพระสุพรรณกัลยามาเป็นแรงบันดาลใจในการริเริ่มโครงการจัดสร้างอนุสรณ์สถาน สมเด็จพระพี่นางสุพรรณกัลยา ณ วัดไจ๊กะลอ โครงการอันทรงคุณค่านี้มิใช่เพียงการสร้างสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมแห่งเมืองพิษณุโลกสองแควเท่านั้น แต่เป็นการจารึกพระนามของวีรสตรีผู้ยิ่งใหญ่ให้ปรากฏในความทรงจำของคนรุ่นหลัง ทั้งยังเป็นสะพานเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างสองชนชาติที่มีประวัติศาสตร์ร่วมกันมาอย่างยาวนาน
พระตำหนักแห่งนี้จะได้รับการออกแบบด้วยความประณีตบรรจง สมพระเกียรติ ตามแบบฉบับของศิลปกรรมไทยโบราณ พระตำหนักนี้จะเป็นทั้งอนุสรณ์สถานแห่งความจงรักภักดีและศูนย์กลางการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ให้ผู้มาเยือนได้ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณและการเสียสละอันใหญ่หลวงที่พระองค์ทรงมีต่อแผ่นดินไทย การก่อสร้างคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี พ.ศ. 2569 นี้
เมื่อพิจารณาประวัติศาสตร์ชาติไทย เราจะพบว่ามีวีรบุรุษและวีรสตรีมากมายที่ได้พลีชีพเพื่อความอยู่รอดของชาติ พระสุพรรณกัลยาทรงเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญเหล่านั้น แต่พระองค์มิได้เป็นเพียงพระเชษฐภคินีของมหาราชผู้ยิ่งใหญ่เท่านั้น หากแต่ทรงเป็นแบบอย่างของสตรีไทยผู้มีพระราชหฤทัยอันเด็ดเดี่ยว ทรงอุทิศพระองค์เพื่อชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง
การริเริ่มสร้างพระตำหนักที่วัดไจ๊กะลอ จึงเป็นโอกาสอันสำคัญที่คนไทยจะได้ร่วมรำลึกและแสดงความเคารพต่อพระสุพรรณกัลยา วีรสตรีผู้ถูกลืมแห่งแผ่นดินไทย ทั้งยังเป็นการสร้างความตระหนักรู้แก่อนุชนรุ่นหลังให้ไม่ลืมเลือนถึงบุคคลผู้เสียสละเพื่อชาติบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ทุกคนที่ได้อุทิศตนเพื่อความมั่นคงของผืนแผ่นดินไทยล้วนสมควรได้รับการจดจำและเชิดชูเกียรติอย่างสมพระเกียรติ
ผู้ที่มีความประสงค์จะร่วมสร้าง "พระตำหนักพระสุพรรณกัลยา" ณ วัดไจ๊กะลอ ย่างกุ้ง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา
สามารถร่วมบุญได้ที่ ธนาคารกรุงเทพ
ชื่อบัญชี สร้างตำหนักพระสุพรรณกัลยา
โดย นายสมาน คุณากรไพบูลย์ศิริ นายอิทธิกร ศรีจันบาล นายพลัช ไพนุพงศ์
เลขที่บัญชี 903-0-27663-9
ติดต่อสอบถาม มูลนิธิธรรมดี Line Official @dfoundaiton
โทร. 092-9561145