“ระหว่างการซ้อมเต็มไปด้วยเรื่องราวอันอัศจรรย์ของความรักที่ไม่มีสี และอุดมการณ์ทางการเมือง และอาชีพใดๆมาเกี่ยวข้องแม้แต่น้อย ทุกคนถอดหน้ากากออก ปลดปล่อยตัวตน เข้าไปอยู่ในละคร”
สัปดาห์สุดท้ายของเดือนเม.ย. มีกิจกรรมที่ส่งท้ายให้เดือนที่ร้อนที่สุด ด้วยละครเวที่ที่ร้อนที่สุด ที่ว่าร้อน ก็เพราะมันได้รวบรวมเอาคนที่เป็นแกนนำม็อบ เคยเป็นคู่ขัดแย้งในสงครามกีฬาสี เคยยืนบนเวทีการต่อสู้คนละขั้ว คนละกลุ่ม มาเล่นละครด้วยไม่ว่าจะเป็น สมบัติ บุญงามอนงค์ แทนคุณ จิตต์อิสระ วิภูแถลง พัฒนภูมิไทย พะเยาว์ อัคฮาค บุญส่ง ชเลธร วีระ สมความคิด ศิริชัย ไม้งาม เป็นต้น
เหตุที่ “นักรบต่างสี” เหล่านี้มาเล่นละครด้วยกันได้ ก็เพราะทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งในนักศึกษาหลักสูตร “การเสริมสร้างสังคมสันติสุข” รุ่นที่ 6 (4ส6) เป็นหลักสูตรที่จัดขึ้นโดยสถาบันพระปกเกล้า มีพล.อ.เอกชัย ศรีวิลาส เป็นผู้อำนวยการ ซึ่งนอกจากบรรดาแกนนำม็อบแล้วยัง มีเพื่อนร่วมรุ่นประมาณ 90 คนมาจากหลากหลายวงการ ทั้งข้าราชการ นักธุรกิจ ผู้พิพากษา ทนายความ เอ็นจีโอ แพทย์ พยาบาล สื่อมวลชน และอีกมากมายเรียกว่าครอบคลุมแทบทุกอาชีพในสังคมไทย
ทั้งหมดถูกจับเข้าสู่คอร์ส “ปรับทัศนคติ” เป็นเวลาเกือบปี และเมื่อเรียนจบแล้วต้องมีรายงานวิชาการเสนอต่อสาธารณะ ละคร "สถานีปลายทาง” ก็คือผลงานของนักศึกษารุ่นนี้
“สถานีปลายทาง” เป็นละครเวทีที่สะท้อนความวุ่นวายและความขัดแย้งในสังคมไทย ผ่านการเดินทางของขบวนรถไฟ ที่มักมีเรื่องราวของอุบัติเหตุการตกราง ปัญหาการทะเลาะวิวาทบนขบวนรถ โดยจำลองความแตกต่างด้านฐานเศรษฐกิจของผู้คนไว้บนตู้รถไฟชั้น 1,2.3
ละครเปิดตัวด้วยวันแห่งการเดินทางครั้งใหม่ รถไฟที่จะไม่มีวันตกรางอีก เพราะวิศวกรได้ตีโจทย์ปัญหาเก่า สลับปรับเปลี่ยนวิธีการเดินรถ และนายสถานีมั่นใจว่าการเดินทางครั้งนี้จะทำพาทุกคนสู่เป้าหมายปลายทาง สู่สถานีสันติสุข
เมื่อรถไฟออกเดินทาง เรื่องราวของผู้คนที่หลากหลายก็ผ่านการพิสูจน์กันอีกครั้งว่า ความโกลาหลบนรถไฟจะยังเป็นอุปสรรคต่อการเดินรถต่อไปอีกหรือไม่ และปัจจัยอะไรที่ทำให้รถไฟต้องหยุดลงอีกครั้ง และการเดินทางต่อของขบวนรถไฟต้องแลกมาด้วยอะไรบ้าง
ละครเรื่องนี้ไม่ได้พาผู้โดยสารหรือผู้ชมไปถึงสถานีปลายทาง แต่ตั้งโจทย์สำคัญที่ท้าทายผู้คนว่า คุณเลือกเชื่อที่จะให้รถไฟขบวนนี้เดินทางไปถึงเป้าหมายหรือไม่ โดยการมอบทางเลือกให้แก่ผู้ชม
ส่วนโปรดักชั่น ผู้จัดละครได้ใช้ภูมิหลังของละครเกิดขึ้นในยุคเก่า ย้อนกลับไปประมาณ 80 ปี ผ่านเทคนิคละครซ้อนละครเพื่อใช้เป็นกลไกในการวิพากษ์เรื่องราวในละครอีกทีหนึ่ง นักแสดงทั้งหมดเป็นนักศึกษาในหลักสูตร 4 ส6 จะมีที่ต่างไปก็บทของเด็กน้อยคนหนึ่งซึ่งเป็นลูกสาวของนักศึกษาในชั้นเรียน
ปิยะนุช นาคคง ผู้กำกับละครเรื่องนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในน.ศ.รุ่นนี้ เช่นเดียวกัน เล่าว่า ในฐานะของผู้กำกับละคร ที่ต้องทำให้ผู้แสดงกิติมศักดิ์ทั้งหลายดำเนินไปตามบท หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องยากวุ่นวายเพราะเขาไม่ใช่นักแสดงกันสักคน บางคนเป็นนักการเมือง บางคนเป็นนักต่อสู้ระดับแกนนำของประเทศ บางคนเป็นข้าราชการการ ทหาร ตำรวจ บางคนเป็นพยาบาล บางคนเป็นนักวิชาการ บางคนเป็นนักธุรกิจฯลฯ
เธอบอกว่า ระหว่างการซ้อมเต็มไปด้วยเรื่องราวอันอัศจรรย์ของความรักที่ไม่มีสี และอุดมการณ์ทางการเมือง และอาชีพใดๆมาเกี่ยวข้องแม้แต่น้อย ทุกคนถอดหน้ากากออก ปลดปล่อยตัวตน เข้าไปอยู่ในละคร ที่สวมวิญญานของผู้คนที่เดินทางไปในตู้รถไฟ เป็นชาวบ้าน เป็นชาวนา เป็นนักข่าว เป็นเศรษฐี เป็นตัวละครที่ไม่ใช่อาชีพของเขาแม้แต่น้อย เอาคณบดีมาเล่นเป็นนายสถานีรถไฟ เอาพี่วีระ สมความคิดมาเป็นทหารฯลฯ การอยู่ในโลกของละครไม่มีการพูดคุยกันเรื่องอุดมการณ์ระหว่างสีแม้แต่ครั้งเดียว ตลอดการซ้อมละคร 3 เดือน เต็มไปด้วย ความสุขที่สุด
“ภาพที่ประทับใจมากคือ แกนนำทั้งสองฝ่าย ดูแลกันด้วยความรัก ช่วยกันต่อบท ดิฉันเห็นคุณสมบัติ (บก.ลายจุด) ช่วยดูแลลูกให้คุณอี้ แทนคุณ เห็นคุณวิภูแถลง ช่วยซ้อมบทให้ คุณศิริชัย ไม้งาม เห็นทุกคนทานข้าวหม้อเดียวกัน นั่งกับพื้นบ้าง นั่งตามบันไดบ้าง ชนแก้วกันบ้าง คุยกันอย่างเพื่อนสนิท ด้วยสายตาที่จริงใจและมีความสุขเพราะเขาเปิดพื้นที่ในหัวใจของกันและกัน”ผู้กำกับละครสถานีปลายทาง กล่าว
การแสดงละคร “สถานีปลายทาง” จะจัดขึ้นที่ร.ร.เซนทรา ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ ในวันศุกร์ที่ 29 เม.ย.เวลา 12.30 น. และวันเสาร์ที่ 30 เม.ย. เวลา 14.00 น.และ 18.00 น.
กิจกรรมนี้แม้จะเกิดขึ้นจากนักศึกษากลุ่มหนึ่ง แต่ก็เป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนว่าสังคมไทยมีโอกาสที่จะฝ่าข้ามความขัดแย้งที่นำไปสู่ความรุนแรงซ้ำซากได้ เพียงแต่ผู้คนในสังคมสามารถรับฟังความเห็นที่แตกต่างกันได้อย่างมีสติ ด้วยความเชื่อที่ว่า “สันติสุขเกิดได้ ภายใต้ความคิดที่แตกต่างกัน”