ผู้เชี่ยวชาญของ LBX อธิบายว่าเหตุใดการย้ายจากกระดานราคาหน้าร้านทองมาสู่ตลาดทองคำโลก จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนช่องทาง แต่คือการเปลี่ยนจังหวะ
แต่ความคุ้นเคยกับทองคำ ไม่เหมือนกับความคุ้นเคยกับตลาดทองคำ
ช่องว่างตรงนี้เองที่ทำให้นักลงทุนไทยจำนวนไม่น้อยสะดุด ตอนย้ายจากหน้าร้านทองมาอยู่หน้าจอ
กระดานราคาที่เราคุ้นเคย
ราคาทองที่คนไทยดูกันมาตลอด คือราคาที่ประกาศโดยสมาคมค้าทองคำ แล้วขึ้นบนกระดานหน้าร้าน ปรับไม่กี่ครั้งต่อวัน
จังหวะแบบนั้นสอนนิสัยบางอย่างให้เราโดยไม่รู้ตัว ดูราคาตอนเช้า อาจดูอีกทีตอนเย็น ถ้าไม่ถูกใจก็รอวันหลัง ไม่มีอะไรมาเร่งให้ต้องตัดสินใจเดี๋ยวนั้น และความสบายใจแบบนี้เราไม่เคยตั้งคำถามกับมันเลย เพราะมันได้ผลมาตลอด
หน้าจอไม่เคยหยุดนิ่ง
ตลาดทองคำระดับโลกไม่ได้ทำงานแบบนั้น
ราคาขยับตลอดเวลา แทบทุกวินาที เกือบตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง มันตอบสนองต่อค่าเงินดอลลาร์ ต่อทิศทางดอกเบี้ย ต่อข่าวที่เกิดขึ้นอีกซีกโลกตอนที่เรากำลังนอนหลับ
ราคาทองในประเทศจึงไม่ได้ตั้งขึ้นมาลอยๆ มันสะท้อนราคาทองโลกบวกกับค่าเงินบาท สองตัวแปรที่ขยับคนละจังหวะและบางครั้งก็หักล้างกันเอง คนที่ดูแต่กระดานหน้าร้านจะเห็นแค่ผลลัพธ์สุดท้าย แต่ไม่เห็นแรงสองแรงที่กำลังผลักกันอยู่ข้างหลัง
สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่ทองคำ ทองคำยังเป็นทองคำเหมือนเดิม
สิ่งที่เปลี่ยนคือจังหวะ และจังหวะคือเรื่องที่คนมองข้ามมากที่สุด เพราะมันไม่ได้อยู่ในตารางค่าธรรมเนียม ไม่ได้อยู่ในรายละเอียดผลิตภัณฑ์ มันอยู่ในหัวของคนเทรดเอง
เห็นตลอดเวลา ไม่ได้แปลว่าต้องทำอะไรตลอดเวลา
ผู้เชี่ยวชาญของ LBX มองว่านี่คือกับดักที่เงียบที่สุดสำหรับคนเพิ่งเริ่ม การมองเห็นราคาตลอดเวลาไม่ได้ทำให้ตัดสินใจดีขึ้นโดยอัตโนมัติ บ่อยครั้งมันกลับชวนให้ทำในสิ่งตรงกันข้าม คือทำบ่อยเกินไป
คนที่เคยรอสามเดือนเพื่อซื้อทองสักบาท พอมาอยู่หน้าจอกลับเปิดปิดออเดอร์วันละหลายครั้ง ไม่ใช่เพราะข้อมูลดีขึ้น แต่เพราะหน้าจอมันขยับ และสมองเราตีความการขยับว่าเป็นสัญญาณให้ลงมือ
เลเวอเรจทำให้ความผิดพลาดแพงขึ้น
ตรงนี้ต้องพูดให้ชัด
ผลิตภัณฑ์ที่ใช้เลเวอเรจจะขยายทั้งผลขาดทุนและกำไรไปพร้อมกัน อย่างเท่าเทียมกันทั้งสองทาง การขยับเล็กน้อยของราคาทองที่แทบไม่มีความหมายกับคนถือทองแท่ง อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ทันทีในสถานะที่ใช้เลเวอเรจ
เมื่อรวมสองอย่างเข้าด้วยกัน คือจังหวะที่เร็วขึ้น กับความผิดพลาดที่แพงขึ้น มันไม่ได้บวกกันเฉยๆ แต่ทวีคูณกัน นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนที่เข้าใจทองคำดีมาก อาจยังเจ็บตัวได้ในตลาดทองคำ
lbx.com
หน้าจอราคาทองคำที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา
เครื่องมือมีไว้ให้ตัดสินใจตอนใจเย็น
LBX เป็นแพลตฟอร์มมืออาชีพซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Libertex Group ที่อยู่ในตลาดการเงินมาตั้งแต่ปี 1997 อยู่ภายใต้การดำเนินงานของ MAEX LIMITED และกำกับดูแลโดย Financial Services Commission แห่งมอริเชียส
แต่ประเด็นที่ตรงกับเรื่องจังหวะมากกว่านั้นคือเครื่องมือ
บัญชีของ LBX มีการป้องกันยอดคงเหลือติดลบ หมายความว่ายอดเงินจะไม่ลงไปต่ำกว่าศูนย์ และรายละเอียด CFD ก็เปิดเผยไว้ครบ ทั้งเลเวอเรจสูงสุด ขนาดสัญญา เวลาทำการ และค่าสวอป
สิ่งที่คนมักไม่ทันคิดคือ การตั้ง stop loss ไม่ใช่การยอมแพ้ล่วงหน้า แต่คือการเขียนคำสั่งไว้ให้ตัวเราในวันที่ใจเย็น แล้วส่งต่อให้ตัวเราในวันที่ใจร้อน คนละคนกัน และคนหลังมักตัดสินใจแย่กว่าเสมอ
ข้อดีที่แท้จริงของเครื่องมือพวกนี้ไม่ใช่ว่ามันฉลาดกว่าเรา แต่คือมันบังคับให้เราตัดสินใจตอนที่ใจยังเย็น แล้วปล่อยให้การตัดสินใจนั้นทำงานแทนเราตอนที่ใจไม่เย็นแล้ว นี่คือความต่างระหว่างการมีแผน กับการมีปฏิกิริยา
เริ่มจากตรงที่ไม่ต้องเสียเงินเรียน
บัญชีทดลองของ LBX มีไว้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ ใช้เงินเสมือนจริง ลองผิดลองถูกได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าเรียนด้วยเงินจริง และมี MetaTrader 4 กับ MetaTrader 5 ให้สำหรับคนที่อยากได้เครื่องมือวิเคราะห์เต็มรูปแบบ
ลำดับที่ได้ผลนั้นน่าเบื่อมาก ฝึกก่อน แล้วค่อยเทรดจริงด้วยขนาดที่เล็กพอให้ความผิดพลาดเป็นบทเรียน ไม่ใช่บาดแผล แล้วค่อยขยับขึ้นทีละขั้น
คนส่วนใหญ่ข้ามขั้นตอนนี้ ไม่ใช่เพราะไม่รู้ แต่เพราะมันน่าเบื่อ และความน่าเบื่อแพ้ทางความรู้สึกว่าต้องรีบเสมอ
คำถามที่ควรถามก่อนกดปุ่มแรก
คนไทยไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ว่าทองคำคืออะไร เรารู้ดีอยู่แล้ว สิ่งที่ต้องเรียนรู้คือตลาดของมันเดินด้วยจังหวะแบบไหน และจะทำอย่างไรไม่ให้เผลอเอาจังหวะของหน้าจอมาเป็นจังหวะของการตัดสินใจ
คำถามที่ผู้เชี่ยวชาญของ LBX บอกว่าควรถามก่อนกดปุ่มแรกไม่ใช่ว่าทองจะขึ้นหรือลง แต่คือเราวางแผนไว้แล้วหรือยังว่าจะทำอย่างไรถ้ามันไปคนละทางกับที่คิด
ใครที่อยากเห็นภาพว่าแรงระดับโลกส่งผลต่อราคาสินทรัพย์อย่างไร LBX เคยวิเคราะห์ความผันผวนของตลาดโลกและสิ่งที่นักลงทุนรายย่อยไทยควรรู้ไว้แล้ว ข้อมูลไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป
ปัญหาคือเราจะอ่านมันตอนใจเย็น หรืออ่านมันตอนที่พอร์ตกำลังแดง
คำเตือนความเสี่ยง: การเทรดตราสารที่ใช้เลเวอเรจมีความเสี่ยงสูงที่จะขาดทุน และไม่เหมาะกับนักลงทุนทุกคน