มีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดระหว่างนักลงทุนที่ซื้อหุ้นในบริษัทที่อยู่ในเศรษฐกิจใหม่ หรือ New Economy และบริษัทที่อยู่ในเศรษฐกิจเก่า หรือ Old Economy ถ้าหากว่านักลงทุนใช้เงิน 1,000 ดอลลาร์เมื่อ 10 ปีที่แล้วเพื่อลงทุนในบริษัท Netflix, Amazon, Apple, และ Starbucks เงินที่ลงทุนนั้นจะงอกเงยอย่างเป็นกอบเป็นกำเป็น 51,966 ดอลลาร์ สำหรับ Netflix ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการดูหนังออนไลน์ 12,398 ดอลลาร์สำหรับ Amazon 6,228 ดอลลาร์สำหรับ Apple และ 4,687 ดอลลาร์สำหรับ Starbucks
นี่คือสิ่งที่คุณปู่ Warren Buffet พูดมาตลอดว่า เวลาลงทุนให้ถือหุ้นยาวไปเลย เพราะว่าเราไม่ได้ซื้อหุ้น แต่เรากำลังซื้อกิจการที่ดี Netflix, Amazon, Apple และ Starbucks ต่างก็เป็นกิจการหรือธุรกิจที่ดีที่อยู่ในเศรษฐกิจใหม่ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์ของคนยุคสมัยใหม่
ส่วนนักลงทุนที่ลงทุน 1,000 ดอลลาร์เมื่อ 10 ปีที่แล้วในบริษัทที่เคยเป็นบริษัทชั้นนำ และมีอำนาจเหนือตลาดมาก่อนอาจจะผิดหวังบ้าง โดยที่เงินลงทุนจะงอกเป็น 1,931 ดอลลาร์สำหรับ Wal-Mart ซึ่งเป็นห้างค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐ 1,489 ดอลลาร์ สำหรับบริษัทเครื่องดื่มและอาหาร Coca-Cola และ 1,425 ดอลลาร์สำหรับบริษัทยา Pfizer
แต่ในทางกลับกันเงินลงทุน 1,000 ดอลลาร์เมื่อ 10 ปีที่แล้วในบริษัท General Electrics หรือ GE จะขาดทุนเหลือเพียง 450 ดอลลาร์ เพราะยุคเวลาที่ผ่านไป ระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนไป ไลฟ์สไตล์ของคนเปลี่ยนไป เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลง จะมีเพียงบริษัทที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงเท่านั้นถึงจะมีกิจการที่รุ่งเรือง หรืออยู่รอด
คำถามอยู่ที่ว่าแล้วมาลงทุนตอนนี้ช้าไปไหม ถ้าคุณเชื่อว่าการลงทุนคือการเลือกเข้าซื้อหุ้นของบริษัทที่มีอนาคตดี ซึ่งได้แก่ ผลิตภัณฑ์ที่เขาทำมีอนาคตที่ดี และบริษัทมีการจัดการที่ดี การลงทุนคือการเข้าถือหุ้นของเขาในระยะยาว ซึ่งไม่ใช่การเก็งกำไรที่หวังผลในระยะสั้นๆ และเพื่อตอบโจทย์การลงทุนระยะยาวในหุ้นกลุ่มนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีที่เป็นกระแสธุรกิจในอนาคต “B-INNOTECH” ของกองทุนบัวหลวงก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่เข้ามาตอบโจทย์ได้ เพราะกองทุนจะลงทุนในหุ้นของบริษัทที่ผลิตนวัตกรรมที่เริ่มมีกระแสนิยม ดังนี้
1.บริษัทที่สามารถก้าวสู่นวัตกรรมด้านต่างๆ เช่น Cyber security, Cloud-computing, Internet of Things, e-commerce และ Digital Banking
2. กลุ่มธุรกิจที่มีนวัตกรรมรวมถึงได้รับความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งทำให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขัน เช่น Artificial Intelligence, Virture Reality, Self-driving cars, 3D printing
ที่ผ่านมาก็ผลตอบแทนได้ตามกระแสของตลาด โดยตั้งแต่จัดตั้งกองทุนเมื่อเดือนมีนาคมปีนี้ทำผลตอบแทนได้ 14.51% ผลตอบแทนย้อนหลัง 3 เดือน และ 6 เดือน อยู่ที่ 8.89% และ 9.62% ตามลำดับ
(ตารางผลตอบแทน ข้อมูล ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 )
ข้อมูลเพิ่มเติมกองทุน B-INNOTECH : คลิก